Back

ดิน น้ำ ลม ไฟ สายพระเนตรแห่งพลังงานไทย (ตอน 1)




“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และคณะฯ ณ สวนจิตรลดา วันที่17 มีนาคม พ..2529

พลังงาน” สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในพัฒนาการประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงคาดการณ์ในอนาคตว่าจะเกิดปัญหาด้านพลังงานอย่างมาก หากประเทศไทยยังคงนำเข้าพลังงานเป็นหลัก พระองค์ไม่ได้ทอดพระเนตรพลังงานเพียงแค่ไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากแต่ทรงมีพระราชดำริว่าพลังงานอยู่รอบตัวเราทั้งลม แสงอาทิตย์ น้ำ พืช หรือแม้แต่ของเหลือทิ้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีสายพระเนตรในด้านพลังงานอันกว้างไกลของพระองค์ ตั้งแต่ที่ยังไม่มีใครใส่ใจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานจึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ดิน น้ำ ลม และไฟ เป็นพลังงานที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ พืชต่างๆ ที่นำมาผลิตน้ำมันล้วนเป็นผลผลิตที่มาจากดิน น้ำ แม้จะไร้รูปร่างแต่ก็ทรงพลังสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ พลังงานลมอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แม้ไม่มีรูปร่างแต่สามารถนำลมมาเป็นพลังงานได้ และไฟพลังงานที่ในประเทศไทยอาจจะหาไม่ได้เพราะไม่มีแนวภูเขาไฟพาดผ่าน แต่ก็มีแสงอาทิตย์พลังงานที่ไม่ต่างจากไฟเช่นกัน

ปี พ.. 2553 นี้นับได้ว่าเป็นปีที่ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งปีทั้งเรื่องของฝนแล้งช่วงต้นปีและน้ำท่วมครั้งใหญ่ช่วงปลายปี ส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเคยเตือนถึงเรื่องนี้ว่า “อย่ารังแกธรรมชาติมาก เพราะธรรมชาติจะโกรธและลงโทษในที่สุด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งแบ่งออกเป็นหมวดดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งทั้งหมดสามารถสร้างพลังงานได้

หมวดดิน

โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซขยะตามแนวพระราชดำริ




ดูดแก๊สมาทำไฟฟ้าเราเห็นด้วย แต่ว่าขออีกขั้นหนึ่ง มีเวลาอีกประมาณสัก 5 ปี ที่จะมาทำไฟฟ้าด้วยขยะที่สลายไบโอแก๊สออกไปแล้ว เอาออกไปและก็มาเผาด้วยเครื่องสำหรับกรองมลพิษที่ออกมาจากการเผาตั้งแต่ต้นก็มาฝัง แล้วเราก็ดูดแก๊สออกมาใช้ แล้วขุด หลังจากนั้นนำมาเผา ได้ขี้เถ้าแล้วนำไปอัด หมดจากหลุมนี้ก็เอาขยะมากลบ ก็ผลิต 10 ปี ครบวงจรแล้ว” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในงานนิทรรศการอุทยานวิจัยและงานเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2538

พระราชดำรัสดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับโครงการผลิตแก๊สจากขยะและมีพระราชประสงค์ให้โครงการนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและจริงจัง จึงพระราชทานงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนาจำนวน 1 ล้านบาทให้แก่คณะทำงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงติดตามโครงการผ่านราชเลขาและรายงานที่คณะทำงานทูลเกล้าฯ ถวาย จนกระทั่งปี พ..2552 ก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 480,080 ยูนิต ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวทางการดำเนินงานต่อคณะผู้ดำเนินการ โดยให้แบ่งพื้นที่ฝังกลบขยะออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก - ในกรณีที่มีพื้นที่ฝังกลบอยู่แล้ว ให้ใช้ก๊าซจากขยะให้หมดก่อน จากนั้นนำขยะไปแยกส่วนที่ยังสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ให้นำไปเผา เพื่อนำเอาพลังงานความร้อนไปใช้ประโยชน์ แล้วเถ้าถ่านก็นำไปผสมกับวัสดุที่เหมาะสมเพื่ออัดเป็นแท่ง นำไปใช้ในการก่อสร้างได้ เมื่อพื้นที่ส่วนแรกว่างลงก็สามารถนำขยะมาฝังกลบได้ใหม่

ส่วนที่สอง - ขณะที่ดำเนินการร่อนแยกขยะในพื้นที่ส่วนแรก ก็ใช้ประโยชน์จากก๊าซควบคู่กันไปก่อน เมื่อก๊าซหมดแล้วจึงดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ส่วนแรก ซึ่งถ้ากระทำได้อย่างต่อเนื่องโดยจัดเวลาให้เหมาะสม ก็จะทำให้พื้นที่ฝังกลบหมุนเวียนตลอดไป

สำหรับพื้นที่ในการดำเนินโครงการนั้นตั้งอยู่ที่ หมู่ 21 .สระสี่มุม .กำแพงแสน จ.นครปฐม บนพื้นที่เกือบ 200 ไร่ โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และบริษัทเอกชนเช่น บริษัท กลุ่ม 79 จำกัดและบริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด ร่วมสนับสนุนในส่วนของหลักการผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น จะเป็นการดึงเอาก๊าซมีเทนจากกองขยะมาเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

โครงการดังกล่าวตั้งเป้าหมายการดำเนินงานที่การผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ 230 กิโลวัตต์ โดยแบ่งเป็นการใช้ไฟฟ้าภายในสำนักงานโครงการส่วนหนึ่ง ที่เหลือประมาณ 200 กิโลวัตต์จะจำหน่ายเข้าสู่ระบบการไฟฟ้า สำหรับกระบวนการผลิตไฟฟ้านั้นต้องนำขยะมาทับถมกันมากๆ จนเกิดก๊าซมีเทน แล้วใช้ท่อฝังเข้าไปในกองขยะ ดึงก๊าซมีเทนมา จากนั้นนำก๊าซมาผ่านกระบวนการทำก๊าซให้สะอาด ผลการดำเนินโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ยังมีการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขข้อด้อยของระบบ ปัจจุบันมีการขยายโครงการเพิ่มเติม โดยบริษัท กลุ่ม 79 จำกัด จ.นครปฐม ดำเนินการทดสอบการรวบรวมก๊าซทั้งหลุมแนวดิ่งและแนวนอน โดยใช้พื้นที่กว้าง 100 เมตร ยาว 300 เมตร ซึ่งให้ปริมาณก๊าซ 220 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากบริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด จำนวน 13.1 ล้านบาท

นอกจากนี้ หจก.แสงชัยปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ทำการขุดหลุมในพื้นที่ 50 ไร่ ลึก 32 เมตร ในการฝังขยะ โดยมีขยะสะสมกว่า 3.2 ล้านตัน สามารถขุดเจาะสำรวจก๊าซได้ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะมีศักยภาพผลิตกระแสไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 1 เมกะวัตต์ รวมไปถึง หจก.สมนึก ธุรกิจ จ.สมุทรปราการ ได้นำขยะที่มีศักยภาพเผาไหม้ได้มาเข้าระบบผลิตก๊าซร้อน (Gasifier) เพื่อใช้ในเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า โดยดำเนินการร่วมกับ บริษัท พลังงานพอเพียง จำกัด

 

แก๊สชีวภาพจากมูลโคในโครงการส่วนพระองค์ตามแนวพระราชดำริ






โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นหนึ่งในโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริและได้ทรงริเริ่มดำเนินการทดลองการแปรรูปผลิตผลการเกษตรขึ้นในพระราชวังสวนจิตรลดาตั้งแต่ปี พ..2504 ซึ่งเป้าหมายหลักของโครงการเพื่อเป็นโรงงานตัวอย่างและพระราชทานโอกาสให้บุคคลกลุ่มต่างๆ ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างโครงการหลากหลายโครงการ

โครงการที่โดดเด่นหนึ่งในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา คือ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา โดยเริ่มโครงการในปี พ..2505 ซึ่งมีบริษัทและหน่วยงานราชการน้อมเกล้าฯ ถวายโคจำนวน 6 ตัว โดยเป็นแม่โคที่ตั้งท้องแล้วจำนวน 4 ตัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับสร้างโรงงานโคนมขึ้นในบริเวณพระราชวังสวนจิตรลดา

ต่อมาเมื่อแม่โคตกลูกและเริ่มสามารถทำการรีดนมได้ น้ำนมที่เหลือจากการแบ่งให้ลูกโคดื่มกินแล้วได้นำออกไปเพื่อจำหน่าย เมื่อมีจำนวนโคนมเพิ่มขึ้นทั้งจากแม่โคที่ให้ลูกทุกปีและมีผู้น้อมเกล้าฯ นำมาถวายสมทบ ทำให้มีความสามารถในผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้น จึงได้มีการผลิตเพื่อนำออกจำหน่ายแก่บุคคลภายนอก รวมไปถึงโรงเรียนต่างๆ ในละแวกใกล้เคียง

พระองค์ทรงมีสายพระเนตรอันกว้างไกลและทรงเข้าใจถึงกลไกทางธรรมชาติ พระองค์ทรงทอดพระเนตรผลพลอยได้จากโรงโคนมซึ่งก็คือมูลโค จึงทรงมีพระราชดำริให้ทดลองผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลโค โดยใช้กระบวนการนำมูลโคมาหมักซึ่งจะได้ “Biogas” หรือ “แก๊สชีวภาพ” สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการส่วนพระองค์และโรงโคนม

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริ ให้นำกากที่เหลือจากบ่อหมักแก๊สชีวภาพไปทำเป็นปุ๋ย โดยมูลโคที่เป็นสารละลายหรือกากที่เหลือจากการผลิตแก๊สชีวภาพที่อยู่ในถังหมัก ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้สำหรับเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้สามารถนำไปทำเป็นอาหารสำเร็จรูปเพื่อใช้เลี้ยงปลา กากที่เหลืออีกส่วนหนึ่งนำทำเป็นปุ๋ยใส่แปลงเพาะปลูกพืชเพื่อนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ และกากบางส่วนนำไปใช้สำหรับบำรุงบ่อเพาะพันธุ์ปลานิลอีกด้วย ซึ่งพระองค์ทรงทอดพระเนตรถึงคุณประโยชน์อย่างคุ้มค่ารวมไปถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ในทุกๆ ด้าน


หมวดน้ำ

กังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจากคลองลัดโพธิ์ตามแนวพระราชดำริ

โครงการปรับปรุงขุดลอกคลองลัดโพธิ์ตามแนวพระราชดำริเพื่อใช้ในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งตั้งอยู่ จ.สมุทรปราการ ด้วยการขุดลอกคลองขยายให้มีความกว้าง 80 เมตร ลึก 8 เมตร พร้อมทั้งสร้างประตูระบายน้ำจำนวน 14 บานขนาดกว้าง 4 เมตร สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.บางไทร จ.อยุธยา กรุงเทพมหานครจนถึง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชกระแสรับสั่งถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า “โครงการคลองลัดโพธิ์จะทำประโยชน์ได้อย่างมหัศจรรย์ มีพลังงานมหาศาล จะใช้พลังงานน้ำที่ระบายผ่านคลองทำประโยชน์อย่างอื่นด้วยได้หรือไม่

จากพระราชกระแสรับสั่งถามดังกล่าว กรมชลประทานในฐานะผู้ดูแลโครงการดังกล่าว จึงได้ร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดตั้งกังหันน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าที่ประตูระบายน้ำ โดยใช้หลักพลังงานจลน์ของกระแสน้ำไหลเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งความเร็วของกระแสน้ำในคลองลัดโพธิ์เหมาะสมในการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำได้

คณะนักวิจัยได้ทำการออกแบบกังหันที่เหมาะกับคลองลัดโพธิ์ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพสูงสุดสามารถซ่อมบำรุงง่าย กังหันน้ำดังกล่าวถูกออกแบบมา 2 แบบทั้งแบบหมุนตามแนวแกน ซึ่งมีใบพัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 2 เมตรจำนวน 3 ใบและแบบหมุนขวางการไหล โดยมีใบพัดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 3 เมตรจำนวน 1 ใบ สามารถใช้ได้กับความเร็วกระแสน้ำ 2 เมตรต่อวินาทีขึ้นไป กังหันน้ำทั้ง 2 แบบสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าสูงสุดแบบละ 5.74 กิโลวัตต์ ช่วยลดค่าไฟฟ้าของประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

การทำงานของกังหันน้ำนั้น เริ่มจากการนำโครงเหล็กที่มีกังหันติดตั้งอยู่ใส่ไว้ที่ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านใบพัดจะเป็นต้นกำลังหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรที่บรรจุอยู่ภายในกล่องที่สามารถจมน้ำได้ เมื่อกังหันน้ำเริ่มทำงานจะได้กระแสไฟฟ้าสลับ จากนั้นจะใช้เครื่องแปลงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสตรงและทำการควบคุมแรงดันไฟฟ้า แล้วจึงจะส่งต่อเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงต่อไป

กรมชลประทานยังต่อยอดไปถึงโครงการประตูระบายน้ำบรมธาตุ จ.ชัยนาท และยังเตรียมขยายไปยังประตูระบายน้ำอีกกว่า 361 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหากติดตั้งแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากประตูระบายน้ำต่างๆ ได้ราว 23,010 กิโลวัตต์

 

โรงไฟฟ้าคลองช่องกล่ำ โครงการตามพระราชดำริ






โรงไฟฟ้าคลองช่องกล่ำเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดปราจีนบุรีตามพระราชดำริ” ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเชิงเขาบรรทัดชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว เดิมทีมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร อีกทั้งยังถูกราษฎรบุกรุกทำลายป่าอย่างกว้างขวางและยังเป็นเขตแทรกซึมของฝ่ายตรงข้าม เมื่อความเดือดร้อนของชาวบ้านทราบถึงพระเนตรพระกรรณ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยการพัฒนาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านแหล่งน้ำมีการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนท่ากะบาก อ.เมืองเขื่อนคลองช่องกล่ำตอนบนและเขื่อนคลองช่องกล่ำตอนล่าง อ.วัฒนานคร ใน จ.สระแก้ว ซึ่งเมื่อพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรพื้นที่ดังกล่าวในเวลาต่อมาได้ทรงมีพระราชดำริให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมชลประทานพิจารณานำน้ำที่ระบาย จากเขื่อนมาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าก่อนที่จะระบายน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการเกษตร

โรงไฟฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำ จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท โดยเขื่อนคลองช่องกล่ำเป็นลักษณะเขื่อนดินสร้างปิดกั้นลำน้ำคลองช่องกล่ำ ตัวเขื่อนมีความ

สูง 13 เมตรและยาว 222 เมตร สามารถกักน้ำได้สูงสุด 2.8 แสนลูกบาศก์เมตร ส่วนทางระบายน้ำล้นขนาดกว้าง 50 เมตรและมีปริมาณน้ำที่ระบายได้สูงสุดประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ในส่วนของโรงไฟฟ้าจะมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 20 กิโลวัตต์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 16 กิโลวัตต์ เชื่อมต่อกับระบบสายส่งกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาดแรงดัน 22 กิโลวัตต์ และสายส่งไฟฟ้าแรงต่ำขนาดแรงดัน 220 โวลต์ ไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าดังกล่าว ถูกนำมาใช้กับเครื่องสีข้าวและระบบไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะในหมู่บ้านจำนวน 3 แห่ง คือ หมู่บ้านคลองทราย หมู่บ้านคลองคันโทและหมู่บ้านท่ากะบาก โดยไฟฟ้าที่ได้สามารถทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 67,500 กิโลวัตต์/ชั่วโมง นอกจากนี้ในปี พ..2529 มีการสร้างโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ที่บริเวณโรงไฟฟ้าพลังน้ำคลองช่องกล่ำอีกด้วย ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เนื้อที่ประมาณ 550 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ จำนวน 480 แผง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 20 กิโลวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกเก็บไว้ในชุดแบตเตอรี่จำนวน 360 ลูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน รวมแล้วมีขนาดความจุ 450 แอมแปร์/ชั่วโมง แรงดันที่ 240 โวลต์

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=15&cno=1133

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก :

https://web.ku.ac.th/schoolnet

http://dit.dru.ac.th/ka/a32.php