Back

วิศวกรรมความปลอดภัยกับการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน


วิศวกรรมความปลอดภัยกับการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

อาจารย์วรินทร์ เกียรตินุกูล  
อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหการและโลจิสติกส์ ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
2 สิงหาคม
2558  

       ทุกนโยบายในด้านความปลอดภัยบนท้องถนน อาจจะมีผู้สงสัยเกี่ยวกับที่มา พร้อมทั้งเหตุผล รวมถึงผลที่เราได้จากกิจกรรมที่ภาครัฐกำหนดว่าจะนำไปสู่ผลเช่นไร ซึ่งนโยบายเหล่านั้นล้วนนำหลักการด้านวิศวกรรมความปลอดภัยมาใช้   เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย 

อุบัติเหตุทางถนนสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย  
       หากย้อนไปก่อนปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) ทั่วโลกในแต่ละปี มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงถึง 1.3 ล้านคน บาดเจ็บและพิการกว่า 50 ล้านคนซึ่งหากไม่มีการปรับปรุงอะไรจะทำให้ใน 20ปีข้างหน้าอุบัติเหตุบนท้องถนนจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆของโลกนี้  องค์การสหประชาชาติ จึงได้ ประกาศให้ปี ค.ศ.  2011-20 เป็นทศวรรษของความปลอดภัยบนท้องถนน โดยตั้งเป้าลดการเสียชีวิตลง ให้ได้ครึ่งหนึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า
       สำหรับในประเทศไทยมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (ในปี 2552) สูงถึง 10,717 คน  และมีผู้บาดเจ็บรุนแรงถึงกับเข้ารักษาพยาบาลกว่า   1 แสนคน (ในจำนวนนั้น 5-6 % พิการ) และ 65.5% ของคนที่เสียชีวิต มีคู่สมรส หรือ บุตร โดยเป็นเยาวชนถึง 1ใน4 และมีแนวโน้มที่เยาวชนจะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 2.3
แสนล้านบาท/ปี หากทำการเปรียบเทียบปริมาณการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเทียบกับอาชญากรรมพบว่าการเสียชีวิตจากอาชญากรรมมีประมาณ 3,200 คน/ปี หรือ มีอัตราการการเสียชีวิตสูงกว่าอาชญากรรม ถึง 4 เท่า ทั้งๆ ที่งานด้านการจราจรและความปลอดภัยได้งบไม่ถึง 5% ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักถึงความสำคัญของการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย 

ต้นแบบการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน   
       เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายคนมักบอกว่าเป็นความโชคร้าย ดวงไม่ดี หลายครั้งการเกิดอุบัติเหตุมาจากข้อจำกัดด้านร่างกายของมนุษย์ เช่นการอ่อนล้า ง่วงนอน สภาพถนนชำรุด และเหตุสุดวิสัยต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามยังมีหลายกรณีที่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ จากการเปรียบเทียบข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเทียบกับอังกฤษ (ซึ่งประชากรมีจำนวนใกล้เคียงกัน) พบว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศอังกฤษน้อยกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่า แล้วเขาทำอย่างไรจึงได้ผลเช่นนั้น จากรูปที่1. จะเห็นได้ว่า นโยบายการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ได้ผลในประเทศอังกฤษ กลายมาเป็นต้นแบบในการใช้ลดอุบัติเหตุในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งนโยบายต่างๆ ล้วนแต่ถูกทยอยนำมาใช้ตามลำดับ เช่น การจำกัดความเร็วบนถนน  การกำหนดให้ผู้ที่มีใบอนุญาตขับขี่เท่านั้นที่สามารถขับขี่ยานพาหนะได้  การห้ามดื่มแอลกอฮอล์  การสวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัด การห้ามใช้ไฟตัดหมอก การตรวจจับความเร็วด้วยกล้องจับความเร็ว การห้ามโทรศัพท์ขณะขับรถ เป็นต้น  




รูปที่ 1  แผนผังมาตรการโครงการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศอังกฤษ

แล้วเราทำอะไรไปบ้าง
       แน่นอนทศวรรษแห่งความปลอดภัยย่อมต้องมีการแปลงภาคทฤษฏีไปสู่ภาคการปฏิบัติ โดยใช้ต้นแบบของ องค์การสหประชาชาติ โดย เสนอให้ทุกประเทศวางเสาหลัก 5 ด้านดังนี้ 
       1. การบริหารจัดการ  เจ้าภาพ  แผนงาน  และ งบประมาณ
       2. โครงสร้างพื้นฐาน  ถนน  ผังเมืองที่ปลอดภัย (มาตรการตรวจสอบและจัดการจุดเสี่ยง)
       3. ยานพาหนะมาตรฐาน (ปลอดภัย)
       4.  คนใช้รถ-ถนน มีความรู้ และมีพฤติกรรมที่ปลอดภัย 
           (การออกใบอนุญาต  การคาดเข็มขัดนิรภัย  หมวกกันน็อค จำกัดความเร็ว)
       5. ระบบดูแล ช่วยเหลือที่ดี (การปฐมพยาบาล  การรักษา และ ระบบการช่วยเหลือเร่งด่วน)
       ซึ่งมาตรการที่กำหนดมานี้ ได้ถูกแปลงให้สอดคล้องตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัย ด้วยหลัก 6E  และกระจายลงไปยังพื้นที่ดังนี้ 
       1. Evaluation: มีระบบข้อมูลเฝ้าระวัง ประเมินผล พร้อมทั้งมาตรการป้องกันแก้ไข 
       2. Engineering: การจัดการด้านวิศวกรรมจราจร (ออกแบบ-แก้ไข) ถนน หรือสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยกำกับ
           พฤติกรรมคน    (เช่น การจำกัดความเร็ว) รวมถึงสามารถรักษาชีวิตคนได้ หากเกิดความผิดพลาด
       3. Education: การให้ความรู้ เพื่อสร้างความตระหนัก ฯลฯ  
       4. Enforcement: มาตรการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งกับตัวบุคคล, ระบบควบคุม เช่นการจัดการรถสาธารณะ/ขบ.
       5. EMS: การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ  
       6. Empowerment: เสริมแรงในระดับ ตั้งแต่ ผู้นำชุมชน ผู้ปฎิบัติ รวมถึงในระดับท้องถิ่น

ความเชื่อมโยงในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน 
       จากแนวคิดการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ จะเป็นการป้องกันที่คน  กล่าวคือ คนที่จะขับรถ ต้องมีการฝึกอบรมได้รับใบอนุญาตขับขี่ ตลอดจนปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมาย  โดยตำรวจจราจร และตำรวจทางหลวง จะเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เช่นการกำหนดความเร็ว ห้ามขับขี่หากดื่มสุรา 
       อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกองค์ประกอบที่สำคัญมากคือ หากผู้ขับขี่ เกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น หลับใน หรือรถเสียการควบคุมจนเกิดอุบัติเหตุ จะต้องไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต โดยแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.ตัวรถ จะต้องควบคุมการทำงานของระบบต่างๆให้สามารถใช้งานได้อย่างปกติ  และ 2.สภาพแวดล้อม และจุดเสี่ยง เมื่อเกิดอุบัติเหตุทุกครั้ง ตำรวจจราจรจะทำการเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในที่เกิดเหตุ (โดยเฉพาะหากพื้นที่นั้นเกิดเหตุบ่อยครั้ง)  และส่งรายงานแจ้งไปยังกรมทางหลวงเพื่อดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของถนน และปรับปรุงสภาพแวดล้อมตามหลักวิศวกรรมจราจร (Traffic Engineering)  ต่อไป
       ในส่วนของการติดตาม ประเมินผล มีการประเมินผลอย่างรอบด้านทั้งในระดับ Input Process Output และ Outcome แสดงดังรูปที่ 2




รูปที่ 2  การประเมินผลอย่างรอบด้านทั้งในระดับ Input Process Output และ Outcome

ผลที่ได้จากการดำเนินนโยบาย
1. จำนวนผู้เสียชีวิตที่ปรากฏในสถิติคดีอุบัติเหตุจราจรทางบก ระหว่างปี 2552- 2556  โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าปริมาณผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงดังรูปที่ 3




รูปที่ 3 จำนวนผู้เสียชีวิตที่ปรากฏในสถิติคดีอุบัติเหตุจราจรทางบก

2.จำนวนอุบัติเหตุทางถนน ระหว่างปี 2552- 2556 โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าปริมาณอุบัติเหตุทางถนนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงดังรูปที่ 4



รูปที่ จำนวนอุบัติเหตุทางถนนระหว่างปี 2552- 2556

       อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณการเกิดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตในภาพรวมจะลดลง แต่แนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุหนักในทางหลวงแผ่นดินยังคงมีสูงอยู่ จึงเป็นความท้าทายในการนำหลักวิศวกรรมความปลอดภัยในระดับที่สูงขึ้น (เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ ร่วมกับ การใช้ระบบป้องกันความผิดพลาดในการทำงาน ตลอดจนการออกแบบสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่) เข้ามาช่วยในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในอนาคต 

บทส่งท้าย
       จะเห็นว่าปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมีความรุนแรงมาก และภาครัฐได้ออกนโยบายเพื่อมากำกับ ควบคุมวินัยการจราจร รวมถึงอาจจะมีมาตรการที่เข้มข้น และสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ทำผิดกฎจราจร หรือระเบียบ อันนำไปสู่การถูกปรับ หรือจับกุม นั้น ล้วนเป็นนโยบายป้องกันไม่ให้ผู้ขับขี่ มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุแทบทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ขับขี่ ควรจะมีความระมัดระวัง และมีสติสัมปชัญญะ ทุกครั้งในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง 

เอกสารอ้างอิง
1. “ประเด็นชวนคิด การบังคับใช้กฎหมาย กับ ทิศทาง การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนนายแพทย์ธนพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัย ทางถนน (ศวปถ.)
2. http://www.roadsafetythailand.com
3. คู่มือการเฝ้าระวัง และ แก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงเรื่องการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Audit), สํานักอํานวยความปลอดภัย กรมทางหลวง
4. แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน  พ.ศ. 2552 –2555, http://www.roadsafetythailand.com/main/files/data1/masterplan52
5. สถิติการเกิดอุบัติเหตุ โดยหน่วยเฝ้าระวังและสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน, http://trso.thairoads.org/statistic/national