Back

หลอดไฟแอลอีดีสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้จริงหรือ

         ในปัจจุบันประเทศไทย มีการรณรงค์การประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากมีการนำเข้าเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมีการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากบริษัทผลิตพลังงานไฟฟ้าเอกชน ส่งผลต่อต้นทุนในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่จะสามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานไฟฟ้าได้ วิธีการหนึ่งคือการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงหรืออุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน


       ารประหยัดพลังงานไฟฟ้า ในภาคส่วนประชาชนสามารถทำได้ โดยการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานหรือมีประสิทธิภาพสูง ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น สำหรับหลอดไฟแม้ว่าเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานแสงสว่าง และพลังงานความร้อน ประเภทของหลอดไฟ สามารถแยกประเภทตามหลักการทำงานได้ 3 ประเภท (ในบทความนี้จะนำเสนอหลอดไฟ ที่นิยมใช้ในที่อยู่อาศัย อาคาร) ได้แก่




1. หลอดเผาไส้หรือหลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent Lamp)
2. หลอดไฟประเภทปล่อยประจุ (Gas Discharge Lamp) ประกอบด้วย

  2.1 หลอดความดันไอต่ำ ได้แก่

     - หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp)
     - หลอดโซเดียมความดันไอต่ำ (Low Pressure Sodium Lamp)

  2.2 หลอดความดันไอสูง ได้แก่

     - หลอดไอปรอท (Mercury Vapor Lamp)
     - หลอดเมทัลฮาไลด์ (Metal Halide Lamp)

     - หลอดโซเดียมความดันไอสูง (High Pressure Sodium Lamp)

3. หลอดไฟประเภทแอลอีดี (LED Lamp)


ค่าประสิทธิผลการส่องสว่าง

          อัตราส่วนระหว่าง ฟลักซ์การส่องสว่าง (Luminous Flux) หรือปริมาณแสงที่หลอดเปล่งออกมาได้ (ทางด้านเอาท์พุท) ต่อกำลังไฟฟ้าที่หลอดไฟ (ทางด้านอินพุท) มีหน่วยเป็น ลูเมนต่อวัตต์ (lm/W) นั้นคือ ถ้าต้องการที่จะประหยัดพลังงาน ควรเลือกใช้หลอดไฟมีค่าประสิทธิผลการส่องสว่างของหลอดที่มีค่าสูง

ารางที่ 1 ประสิทธิผลการส่องสว่างของหลอดแบบต่างๆ

           การทดสอบเปรียบเทียบ ระหว่างหลอดฟลูออเรสเซนต์ ขนาด 36 วัตต์ พร้อม บัลลาสต์ จำนวน 2 ชุด และหลอดแอลอีดี ขนาด 20 วัตต์ พร้อมชุดขับ จำนวน 2 ชุด (เนื่องจาก ฟลักซ์การส่องสว่างของหลอดไฟทั้งสองแบบใกล้เคียงกัน) ในเงื่อนไขเดียวกัน โดยทำการวัดคุณสมบัติของแสงด้วยเครื่อง Spectrometer และวัดกำลังไฟฟ้า ด้วย Power Meter แสดงข้อมูลคุณสมบัติของแสงของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และหลอดแอลอีดี ดังรูปที่ 4 และ รูปที่ 5 ตามลำดับ


รูปที่ 1 กราฟ spectrum และข้อมูลทางแสงของหลอดฟลูออเรสเซนต์


รูปที่ 2 กราฟ spectrum และข้อมูลทางแสงของหลอดแอลอีดี


จากรูปที่ 4 และ รูปที่ 5 จะพบว่าหลอด แอลอีดีมีค่า ความส่องสว่างดัชนีความถูกต้องสี (CRI) มากกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ และใช้กำลังไฟฟ้าน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์

ตารางที่ 2 ข้อมูลทางไฟฟ้าของวงจรหลอดไฟ

และเมื่อพิจารณาค่าประสิทธิผล (Effective) พบว่าวงจรของหลอดฟลูออเรสเซนต์มีค่าประสิทธิผลเท่ากับ 0.494 LUX/W ส่วนวงจรของหลอดแอลอีดีมีค่าเท่ากับ  1.590LUX/ W แสดงว่าวงจรของหลอดแอลอีดี สามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ เนื่องจากมีค่าประสิทธิผลมากกว่าวงจรของหลอดฟลูออเรสเซนต์ แสดงข้อมูลสรุปดังตารางที่ 3 พร้อมคุณสมบัติของแสง


ตารางที่ 3 คุณสมบัติของแสงและประสิทธิผลของวงจรหลอดไฟ


ระยะเวลาคืนทุน

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบระยะการคืนทุนระหว่างหลอด ฟลูออเรสเซนต์ และ LED

         ข้อมูลการคำนวณดังตารางด้านบน เมื่อใช้งานวงจรของหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่ละวันจะต้องเสียค่าไฟ วันละ 3.48 บาท ส่วนเมื่อใช้งานวงจรของหลอดแอลอีดี แต่ละวันจะต้องเสียค่าไฟ วันละ 1.37 บาท โดยที่ความส่องสว่างมีค่าใกล้เคียงกัน (หลอดแอลอีดีสูงกว่า) พบว่าวงจรของหลอดแอลอีดีช่วยประหยัดค่าไฟ ได้วันละ 3.48 - 1.37 = 2.11 บาทต่อ แต่ยังจะต้องพิจารณาเรื่องความส่องสว่าง ก็พบว่าใกล้เคียงกันโดยหลอดแอลอีดีสูงกว่าด้วยซ้ำ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาก็คือ ราคา เพราะจะต้องดูจุดคุ้มทุนหรือระยะเวลาการคืนทุน


จัดทำโดย

คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร