Back

วิธีเลือกเครื่องปรับอากาศอย่างไรให้ประหยัด

        การใช้พลังงานที่สูงขึ้น ทำให้แต่ละครัวเรือนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเพิ่มสูงขึ้นตามมาพร้อมกัน โดยเฉพาะในฤดูร้อนจะมีการใช้ไฟฟ้ามากสูงขึ้นทีเดียว เครื่องปรับอากาศก็จัดว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่กินมาก แต่ถือว่าเป็นตัวช่วยผ่อนคลายความร้อนได้ดี แต่พอถึงเวลาสิ้นเดือนก็ต้องตกใจกับบิลล์ค่าไฟ ดังนั้นหลักการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศให้ถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ลองมาดูว่า มีวิธีเลือกเครื่องปรับอากาศให้ประหยัดไฟสูงสุดได้อย่างไรบ้าง


        ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นที่คุ้นหูเป็นอย่างดี แต่นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจว่า มันคืออะไร จะสามารถช่วยประหยัดไฟได้อย่างไร

         ฉลากประหยัดไฟฟ้า เป็นฉลากที่บ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้าและข้อมูลเบื้องต้นต่าง ๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้จ่ายต่อปี เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ค่าความประหยัดไฟฟ้านี้มีตั้งแต่ระดับเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5 ค่าประหยัดไฟเบอร์ 5 คือระดับประหยัดไฟสูงสุดบนเครื่องปรับอากาศจะมีฉลากประหยัดไฟติดอยู่ เป็นตัวบ่งบอกประสิทธิภาพพลังงาน เรียกว่าอัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency Ratio : EER) เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าการประหยัดพลังงานอยู่ในระดับใด เครื่องปรับอากาศแต่ละขนาด ก่อนที่จะได้รับการรับรองการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเบอร์ 5 จะต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และข้อกำหนดไฟฟ้าแห่งประเทศไทย

        ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 สำหรับเครื่องปรับอากาศในประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ เครื่องปรับอากาศชนิด Fixed Speed (ทดสอบแบบ EER) และเครื่องปรับอากาศชนิด Inverter หรือ Variable Speed (ทดสอบ SEER)


ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5

        ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นตัวช่วยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพราะฉลากจะบอกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด ทั้งระดับการใช้ไฟฟ้า ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานรวมไปถึง ค่าใช้จ่ายต่อปี เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพดี ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่ได้มาตราฐานตามที่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานกำหนด โดยฉลากประหยัดไฟจะมีระดับความประหยัดตั้งแต่เบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5 ซึ่งคือระดับที่ประหยัดไฟมากที่สุด

โดยการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่รับการรับรอง ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ต้องสังเกตุสิ่งงต่างๆ ดังนี้

1.ตัวเลขยิ่งมากยิ่งประหยัดไฟ

2.ฉลากต้องมีระบุปีที่มีการทำการทดสอบค่าพลังงาน

3.มีระบุประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า

4.ต้องมีลายน้ำสัญลักษณ์กระทรวงพลังงาน ตรงกลางฉลาก

5.แสดงตัวเลขการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อปีและค่าไฟฟ้าต่อปี 

6.แสดงหน่วงงานที่กำกับดูแลด้วยสัญลักษณ์

7.มีข้อมูลสำหรับสอบถามเพิ่มเติม ที่ด้านล่างฉลาก

*ข้อมูลบนฉลากเหล่านี้ต้องครบถ้วน จึงจะแน่ใจได้ว่าเป็นฉลากแท้



Energy Efficiency Ratio  (EER)


         EER คือ อัตราส่วนประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ (Energy Efficiency Ratio, EER) คือ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ มีหน่วยเป็น (Btu/hr.) /W หรือค่า EER คืออัตราส่วนของ ปริมาณความเย็นที่เครื่องปรับอากาศสามารถทำได้ (output) กับกำลังไฟฟ้าที่เครื่องปรับอากาศใช้ในการทำความเย็น (input)

          ค่า EER นี้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกำหนดฉลากประหยัดไฟในอุปกรณ์ทำความเย็น เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น โดยระดับประสิทธิภาพหรือหมายเลขประหยัดไฟ แสดงในตารางด้านล่าง โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เป็นต้นไปให้ใช้การกำหนดค่าดังตารางนี้


เครื่องปรับอากาศแบบ Fixed Speed



Seasonal Energy Efficiency Ratio (SEER)

        SEER ย่อมาจากคำว่า Seasonal Energy Efficiency Ratio เป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิปภาพการใช้พลังงานตามฤดูกาลของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะใช้ค่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอากาศมาเป็นตัวพิจารณาร่วมด้วย ทำให้มีความใกล้เคียงกับสภาพการใช้พลังงานจริงมากขึ้นกว่าแบบ EER

โดยจะมีระบบเซ็นเซอร์ทำหน้าที่ตรวจจับอุณหภูมิ เมื่ออุณหภูมิถึงระดับที่กำหนดเอาไว้ คอมเพรสเซอร์จะลดรอบลงเพื่อระดับความเย็นเอาไว้ แต่คอมเพรสเซอร์จะไม่หยุดทำงาน จึงเป็นข้อดีทำให้สามารถ

ประหยัดไฟได้มากถึง 30 % ช่วยรักษาอุณหภูมิในห้องให้มีความคงที่มากกว่าเครื่องปรับอากาศแบบเดิม เย็นเร็วกว่า เครื่องมีเสียงเบา และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


เครื่องปรับอากาศชนิด Variable Speed หรือ Inverter


จัดทำโดย

คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร