Back

โครงข่ายเส้นใยแก้ว กับ Digital Economy

       รศ.ดร. อธิคม ฤกษบุตร  
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ​ 
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
13 ธันวาคม 2557
       คำว่า Digital Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ดูเหมือนจะเป็นคำใหม่สำหรับคนทั่วไปในประเทศไทย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการสื่อสารโทรคมนาคมหรือไอทีแล้ว จะคุ้นเคยกับคำนี้มานานแล้วว่าหมายถึง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลโดยเฉพาะด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของอินเตอร์เน็ตมาช่วยสร้างกิจกรรมหรือธุรกรรมแบบต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศชาติ
       ในปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 1995) มีหนังสือขายดีระดับ Best Seller เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “The Digital Economy : Promise and Peril in the Age of Networked Intelligence” เขียนโดย Don Tapscott เนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากระบบอินเตอร์เน็ตในการสร้างกิจกรรมและธุรกรรมทางการค้าแบบต่าง ๆ บนโครงข่ายสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมแบบที่ไม่เคยปรากฎให้เห็นมาก่อน ซึ่งนับจากวันที่หนังสือเริ่มออกขายจนถึงวันนี้เกือบยี่สิบปี เราก็ได้เห็นพลังอันทรงประสิทธิภาพของระบบอินเตอร์เน็ตกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบที่ทันสมัยและรวดเร็วในการทำธุรกิจและธุรกรรมทางการค้าบนหน้าเว็บไซต์ รวมไปถึงกิจกรรมเครือข่ายสังคม (social network) ที่สามารถส่งเสียงกระซิบจากจุดเล็ก ๆ บนโลกให้กระจายเป็นวงกว้างออกไปอย่างมากมายในชั่วเวลาเพียงข้ามคืนเท่านั้น ถ้าจะว่าไปแล้ว Digital Economy ก็คือการใช้ประโยน์จากอินเตอร์เน็ตหรือหน้าเว็บไซต์ในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วนั่นเอง ดังนั้น คำว่า Digital Economy ก็ถือว่าเทียบเท่าได้กับ Web Economy หรือ Internet Economy นั่นเอง
       ปัจจุบันการใช้งานอินเตอร์เน็ตในบ้านเรานับวันก็ยิ่งขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำให้ปริมาณข้อมูลที่เดินทางถึงกันในระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมทวีเพิ่มมากขึ้นด้วยเป็นลำดับ ถ้าจะทำให้ Digital Economy มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเทศต้องมีโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมที่สามารถสื่อสัญญาณ(ข้อมูล)เป็นจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็วด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมหรือมีราคาถูกจนคนทั่วไปสามารถจับจ่ายได้โดยไม่กังวล ทั้งนี้ ดัชนีบ่งชี้สำคัญคงหนีไม่พ้น ความเร็วของระบบโครงข่ายสื่อสาร และ การกระจายตัวของพื้นที่ให้บริการของโครงข่ายสื่อสารที่ต้องครอบคลุมทุกชุมชนในประเทศ เพื่อทำให้เกิดความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและอย่างมีประสิทธิภาพ 
       โดยทั่วไปภาพรวมของระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมพอจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ (1) ส่วนที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสถานีให้บริการ ซึ่งจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่าเป็นโครงข่ายหลัก (เช่น core network หรือ backbone network) โครงข่ายรอง (เช่น MAN - Metropolitan Area Network หรือ LAN - Local Area Network) เป็นต้น และ (2) ส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้บริการกับเครือข่ายผู้ให้บริการ เรียกว่า โครงข่ายการเข้าถึง (access network)
       ในส่วนแรกที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสถานีให้บริการ จำเป็นต้องใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่มีความเร็วสูงมากเพื่อที่จะได้รองรับการสื่อสารข้อมูลที่มีปริมาณมาก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งระบบที่รองรับการใช้งานของผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ข้อมูลทั้งหมดก็จะเดินทางร่วมกันในโครงข่ายด้วยปริมาณที่มากขึ้นไปด้วย โดยทั่วไปลักษณะการเดินทางของข้อมูลสื่อสารแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) ประเภทที่เดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นสาย (wireline) เช่น เส้นลวดตัวนำไฟฟ้า (สายไฟ) และ สายเคเบิลเส้นใยแก้ว เป็นต้น และ (2) ประเภทที่เดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นอากาศหรือสูญญากาศโดยไม่ใช้สาย (wireless) ซึ่งแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกัน การเลือกใช้งานจึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ในกรณีของ Digital Economy ที่ต้องการให้ระบบโครงข่ายสื่อสารมีความเร็วสูงมาก จำเป็นต้องเลือกใช้ระบบตัวกลางที่เป็นสาย (wireline) ที่เป็นเคเบิลเส้นใยแก้ว (optical fiber cable) เนื่องจากเส้นใยแก้วมีข้อดีเหนือกว่าสายไฟตรงที่รองรับปริมาณการสื่อสารข้อมูลจำนวนมาก ๆ ในเวลาที่สั้นได้ดีมาก ปัจจุบันความเร็วในการสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายเส้นใยแก้วในบ้านเราน่าจะมีความเร็วเฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน 10 Gb/s (กิกะบิตต่อวินาที) (ความเร็วขนาดนี้อาจใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ) ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยผิวเผินอาจดูเหมือนว่าเร็วมากแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี ก็ต้องถือว่ายังตามหลังอยู่มากโข อนึ่ง ระบบโครงข่ายเส้นใยแก้วที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน สามารถสื่อสารข้อมูลได้ในด้วยความเร็วในระดับ Tb/s (เทอราบิตต่อวินาที) เลยทีเดียวโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า DWDM (Dense Wavelength Division Multiplexing) … ลองคิดดูง่ายๆ ว่าเร็วกว่ากันขนาดไหน ให้พิจารณาว่า  1 Tb/s = 1000 Gb/s แล้วจะรู้ว่าของเค้าเร็วจริงๆ
       ในส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้บริการกับเครือข่ายผู้ให้บริการหรือโครงข่ายการเข้าถึง (access network) ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการกระจายตัวเป็นวงกว้างของพื้นที่ให้บริการ ยิ่งการกระจายตัวของพื้นที่ให้บริการมีมากขึ้นเท่าไร ก็จะทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงการใช้บริการได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การจะทำให้ Digital Economy เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบโครงข่ายสื่อสารครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศให้เร็วที่สุด ปัจจุบันเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟน (smart phone) และ แทปเล็ต (tablet) ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายและสะดวก แต่การกระจายตัวของพื้นที่ให้บริการยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่และเขตหัวเมือง อาจมีเขตชานเมืองบ้าง แต่ก็ยังลงไปไม่ถึงทุกหมู่บ้านทั่วไทย เนื่องจากโครงข่ายหลักและโครงข่ายที่รองลงมา ยังไม่สามารถให้บริการครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยีของระบบสื่อสารแบบไร้สาย (wireless) ที่ใช้กับสมาร์ทโฟน (smart phone) และ แทปเล็ต (tablet) ก็ยังมีขีดจำกัดในเรื่องของความเร็วในการสื่อสารข้อมูลเมื่อเทียบกับระบบแบบมีสาย ปัจจุบันบ้านเรามี 3G และ 4G (ในเขตเมืองใหญ่) ที่โฆษณาว่ามีความเร็วในการสื่อสารข้อมูลมากถึงระดับหลายสิบเมกกะบิตต่อวินาที (Mb/s) แต่ในทางปฏิบัติความเร็วที่แต่ละคนได้รับจากการให้บริการเริ่มต้นที่ระดับกิโลบิตต่อวินาที (kb/s) เท่านั้น อาจจะมีถึง Mb/s บ้าง ทั้งนี้ขึ้นกับช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการในเวลาเดียวกันมากหรือน้อย เพราะต้องแชร์ความเร็วร่วมกัน สำหรับผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตผ่านสายเคเบิล จะได้รับบริการที่มีความเร็วสูงกว่ามาก ระบบ access network ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในบ้านเรายังคงเป็นระบบสายไฟที่เรียกว่า xDSL ซึ่งมีความเร็วสูงถึงหลักสิบเมกกะบิตต่อวินาที ความเร็วขนาดนี้ถ้าเป็นการสื่อสารตัวอักษร (text) ก็ต้องถือว่าเร็วทันใจ ถ้าเป็นการสื่อสารสัญญาณภาพและเสียง (VDO หรือ Movie) ก็ยังพอทน แต่ถ้าเป็นภาพที่มีความคมชัดสูง (HD vdo) หรือการสื่อสัญญาณภาพต่อเนื่องแบบเวลาจริง (real time vdo) แล้วละก้อ คงได้มีอารมณ์เสียกันบ้าง ดังนั้น ถ้าจะทำให้ Digital Economy เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง ต้องจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานของระบบสื่อสารแบบเข้าถึงที่เป็นสายเคเบิลเส้นใยแก้วไปยังที่อยู่อาศัยของผู้ใช้บริการโดยตรงอย่างทั่วถึง ระบบดังกล่าวนี้เรียกว่า FTTH (Fiber To The Home) หรือ FTTx (x ในที่นี้หมายถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นอะไรก็ได้) ปัจจุบันบ้านเราเริ่มมีการติดตั้งระบบ FTTx กันบ้างแล้ว แต่อัตราการเติบโตของโครงข่ายรูปแบบนี้ยังต่ำมาก อีกทั้งการให้บริการก็ยังมีความเร็วต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ มาตรฐานความเร็วที่ควรจะเป็นของระบบ FTTx เริ่มจาก 150 เมกกะบิตต่อวินาที (Mb/s) ไปจนถึงระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gb/s) เลยทีเดียวถ้าพิจารณาเปรียบเทียบราคาค่าใช้จ่าย (ค่าบริการ) ระหว่างระบบไร้สาย (เช่น 3G/4G) กับระบบเคเบิลเส้นใยแก้ว (เช่น FTTx) โดยอิงจากอัตราค่าบริการในต่างประเทศจะพบว่า ค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งหน่วยปริมาณข้อมูลของระบบ FTTx ถูกกว่าเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
       จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คงมองภาพออกแล้วว่า ระบบสื่อสารข้อมูลด้วยเส้นใยแก้วมีบทบาทสำคัญต่อ Digital Economy เป็นอย่างมากเลยทีเดียว การลงทุนที่จริงจังเพื่อจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานของระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพสูงในเวลาที่รวดเร็ว แม้ว่าจะต้องใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากและต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ย่อมต้องสร้างรากฐานแห่งความเจิญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนที่สำคัญให้กับอนาคตของประเทศชาติอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้เรามี National Broadband ตามด้วย Smart Thailand ก็ได้แต่หวังว่า Digital Economy คงเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับรากฐานของอนาคตประเทศชาติอย่างแท้จริงเสียที ขอเป็นกำลังใจให้อย่างเต็มที่และจริงใจครับ