Back

การคัดเลือกผู้ส่งมอบ (Supplier Selection)

อาจารย์อรณิชา อนุชิตชาญชัย  
อาจารย์ประจำสาขาวิชาอุตสาหการและโลจิสติกส์ ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
27 มกราคม 2558  

       คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกือบจะทุกคนเคยได้ยินคำว่า “การจัดการโลจิสติกส์” ไม่ว่าจะจากโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ หลายท่านก็คงทราบดีว่าคำว่า “โลจิสติกส์” ก็คือการจัดการหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือการให้บริการ เพื่อขับเคลื่อนให้งานของเราสามารถเพิ่มมูลค่าและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด งานหรือกิจกรรมพวกนี้มีหลายอย่างเลยค่ะ กิจกรรมการจัดซื้อจัดหา (Purchasing and Procurement) ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญ ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ว่าสำหรับอุตสาหกรรมหลาย ๆ อุตสาหกรรม ประสิทธิภาพนี่ขึ้นอยู่กับผู้ส่งมอบ (Supplier) จริง ๆ นะคะ โดยเฉพาะหลาย ๆ แห่งที่ใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ Just-in-time ที่เรา ๆ คุ้นหู แล้วแบบนี้องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อให้กิจกรรมการจัดซื้อจัดหานี้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพดี

       เริ่มแรกก็ทำการตัดสินใจซะก่อนว่าจะซื้อหรือผลิตเองดี จากนั้นก็คัดเลือกผู้ส่งมอบ วางแผนการเจรจาซื้อขายกัน วางแผนความร่วมมือรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้ส่งมอบว่าควรเป็นแบบไหน จากนั้นก็เริ่มดำเนินการจัดซื้อจัดหา หลังดำเนินการไปแล้วก็ควรวิเคราะห์ซักนิดนะคะ ว่าประสิทธิภาพของกิจกรรมที่ทำไปเป็นอย่างไร เผื่อจะมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง ก็จะได้เริ่มทบทวน วางแผนใหม่อีกรอบ เรียกว่ากิจกรรมเดียวนี้ต้องทำการตัดสินใจหลายขั้นตอนเชียวค่ะ

          สำหรับการปัญหาการคัดเลือกผู้ส่งมอบนั้น คงต้องย้อนไปราว ๆ ปี 1950 กันเลยค่ะ ที่เริ่มมีนักวิชาการให้ความสนใจและหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาศึกษา จุดประสงค์หลักก็คืออยากพัฒนาวิธีการในการตัดสินใจเลือกผู้ส่งมอบที่เหมาะสมที่สุดนั่นเองค่ะ วิวัฒนาการนั้นก็เริ่มจากวิธีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น ใช้วิธีการตัดสินใจแบบให้คะแนนง่าย โดยอิงกับผู้ทำการตัดสินใจ เช่น ถ้าคิดว่าผู้ส่งมอบมีประสิทธิภาพในด้านนั้น ๆ ดีกว่ารายอื่น ก็ให้คะแนน 1 ถ้าไม่ดี ก็ให้ -1 แต่ถ้าอยู่กลาง ๆ หรือเท่า ๆ กับรายอื่น ก็ให้คะแนน 0 จากนั้นก็รวมคะแนนของผู้ส่งมอบแต่ละราย แบบนี้เรียกว่าวิธี Categorical Method ค่ะ หรือจะใช้วิธีที่เรียกว่าการ Pre-qualified หรือเป็นการตัดสินใจเบื้องต้นก่อน เพื่อแยกจำนวนผู้ส่งมอบที่จะคัดเลือกให้น้อยลง โดยแบ่งรายชื่อผู้ส่งมอบที่มีเป็นกลุ่ม แล้วใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการแบ่งกลุ่ม เช่น Cluster Analysis (เป็นวิธีการทางสถิติที่จะแบ่งกลุ่มอะไรที่สนใจซักอย่างออกตามลักษณะที่คล้ายกัน ในที่นี้ก็คือ แบ่งกลุ่มผู้ส่งมอบออกตามประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกันนั่นเองค่ะ) หรือ DEA: Data Envelopment Analysis ซึ่งเป็นอีกวิธีที่จะแบ่งกลุ่มของที่สนใจออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มดีหรือกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ (Efficient) หรือกลุ่มไม่ดีที่ยังประสิทธิภาพไม่ดี (Inefficient) จากนั้นก็นำรายชื่อผู้ส่งมอบเฉพาะในกลุ่มที่ดีมาทำการคัดเลือกเพื่อหาผู้ส่งมอบที่ดีที่สุดอีกครั้ง 

          แต่ทั้งนี้..แม้สองวิธีนี้จะดีตรงสามารถลดตัวเลือกลงไป แต่เจ้าสองวิธีนี้ก็ยังมีจุดด้อย ก็คือ ต้องอาศัยวิธีการอื่นมาทำการเปรียบเทียบผู้ส่งมอบในกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกอีกทีค่ะ ส่วนใหญ่ที่นิยมก็มีวิธี AHP (Analytic Hierarchy Process) ซึ่งเป็นวิธีการช่วยในการตัดสินใจที่มีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลาย ๆ ด้าน โดยที่แต่ละเกณฑ์อาจจะมีความสำคัญไม่เท่ากันค่ะ เช่น ราคา คุณภาพวัตถุดิบ การส่งมอบ ฯลฯ ทั้งนี้ รู้สึกจะมีบทความเก่า ๆ ที่เขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้ว (ลองไปหาอ่านกันได้นะคะ ^^)  แต่ทั้งนี้ วิธี AHP นี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ค่ะ ก็คือว่า เกณฑ์หรือปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ ต้องไม่มีความสัมพันธ์กัน นั่นหมายถึงเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งจะไม่มีผลกับเกณฑ์อื่น เช่น ราคากับคุณภาพ ไม่มีผลต่อกัน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น จริงมั้ยคะ ยกตัวอย่างเช่น เราควรจะเลือกผู้ส่งมอบที่มีราคาถูกที่สุด (เรียกว่ายิ่งถูกยิ่งพอใจ) และเลือกผู้ส่งมอบที่คุณภาพดีที่สุด (ยิ่งคุณภาพดียิ่งพอใจ) แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราอาจจะเลือกผู้ส่งมอบที่คุณภาพอาจไม่ดีที่สุด แต่ราคาต่ำมาก เพราะบวกลบคุณหารแล้ว ต่อให้วัตถุดิบบางชิ้นไม่มีคุณภาพต้องคัดทิ้ง ต้นทุนก็อาจจะต่ำกว่ารายอื่นก็ได้ แบบนี้แสดงว่าราคากับคุณภาพมีผลต่อกันค่ะ ในการตัดสินใจก็ต้องใช้วิธีอื่นเข้ามาช่วยแทน เช่น ANP (Analytic Network Process) ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าเรื่อง ANP ให้อ่านกันต่อนะคะ