Back

ฝันร้ายของโสเครติส... และฝันร้ายของพ่อแม่สมัยใหม่กับลูกหลานแห่งยุคเครือข่ายสังคม

ผศ.ดร.ธันวา ศรีประโมง  
อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ​ 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
8 มีนาคม 2558  

       ในทุกวันนี้ เรามักจะพบเห็นผู้คนจำนวนมากที่วันๆ คลุกอยู่แต่กับเครือข่ายสังคม ถ่ายภาพเซลฟี แชร์คลิป พูดคุยกันโดยใช้นิ้วมากกว่าใช้ปาก ต้องประสบปัญหากับการที่วัยรุ่นสมัยใหม่เกิดปัญหาสภาวะสมาธิสั้น ไม่สามารถจับรับฟังเนื้อหาอะไรได้นานๆ จนแม้กระทั่งมีการนำเอาประโยคที่อ้างว่าเป็นผลการวิจัยอันหนึ่งขึ้นมาอ้างกันบ่อยๆ เช่น ...คนไทยอ่านหนังสือกันปีละไม่เกินเจ็ดแปดบรรทัด และยังมีข่าวสารพัดเช่นการแชร์เรื่องราวส่งต่อที่ปรากฏว่าต้นทางนั้นเป็นเรื่องกุขึ้นมา และบางครั้งเราก็ยังพบเห็นถึงการรายงานของสื่อสารมวลชนบางเจ้าที่บางครั้งก็มิได้กลั่นกรองเนื้อหา รีบนำเสนอข่าวออกไปยังสื่อกระแสหลักถึงเรื่องราวปลอมๆ นั้น ก็ต้องทำให้เสียหายขายหน้า แอบปลดเนื้อหาออกจากเว็บของตน หรือไม่ก็ต้องทำเงียบๆ ไปให้เรื่องราวนั้นซาลงตามกาลเวลา
       นี่นับได้ว่าเป็นปัญหาใหม่ที่คนในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน (มีใครบ้างที่เปิดดูเครือข่ายสังคมเป็นสิ่งแรกเมื่อตื่นนอน) ไปจนถึงตอนเข้านอน (มีใครบ้างที่ปิดเครือข่ายสังคมแล้วจึงล้มตัวลงนอนยามค่ำคืน) เรามาลองมองย้อนอดีตกันไกลสักหน่อยครับ ตั้งแต่ราวสี่ร้อยปีก่อนคริสตกาล หรือเกือบสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วกันครับ...


โสเครตีส (Socretes) นักปรัญชานอกกรอบ
       โสเครตีส ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 469-399 ปีก่อนคริสตกาล เป็นนักปราชญ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวก่อกวนแห่งยุคเลยก็ว่าได้ครับ    โสเครติสนั้น พยายามที่จะกระตุ้นให้ผู้คนได้คิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไปในระบบของสังคม โดยพยายามให้สังคมได้คิดว่า กรอบความเชื่อที่สังคมยึดถืออยู่ หรือการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ การประกาศตัวราวกับเป็นปฏิปักษ์แห่งระบบระเบียบของสังคมในยุคนั้น  แน่นอนครับว่าย่อมทำให้มีผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองกรุงเอเธนส์เอง ไม่ค่อยจะพออกพอใจโสเครติสเท่าไหร่นัก
       เรื่องราวหนึ่งที่ถูกกล่าวขานมากก็คือ การที่เพื่อนของโสเครตีสในนามแคเรฟอน (Chaerephon) ไปถามผู้พยากรณ์แห่งวิหารเดลฟีว่า มีใครจะมีปัญญาล้ำเลิศไปกว่าโสเครตีสหรือไม่ ซึ่งผู้พยากรณ์ดังกล่าวก็ได้ตอบว่า  ...ไม่มี... โสเครตีสได้ยินได้ฟังดังนั้นก็ตระหนักว่า ความเห็นของผู้พยากรณ์นั้นดูไม่น่าจะถูกต้อง โดยโสเครตีสเชื่อว่าตนเองนั้นไม่ได้ฉลาดปราญเปรื่องแต่ประการใด ดังนั้นการที่ผู้พยากรณ์กล่าวนั้นจึงเป็นเท็จ เพราะตนทราบว่าไม่ใช่เป็นความจริง แต่โสเครตีสเป็นคนที่ชอบหาคำตอบให้ได้ ก็เลยพิสูจน์ด้วยการไปถามประเด็นปัญหาต่างๆ จากบุคคลสายอาชีพต่างๆ ในเอเธนส์ที่ชาวเมืองยอมรับว่าเป็นผู้มีปัญญา โสเครติสเองก็พบว่าคนเหล่านั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ผู้มีปัญญา เพราะไม่สามารถตอบคำถามทั้งหมดให้กระจ่างได้   โสเครตีสจึงสรุปว่าการที่ผู้พยากรณ์กล่าวเช่นนั้นก็กลับกลายเป็นความจริงได้เช่นกัน และความจริงข้อหนึ่งที่โสเครตีสเรียนรู้ก็คือ ...ผู้ที่มีปัญญา คือผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองนั้นไม่มีปัญญา... แต่เมื่อตนพบว่าตนเองไม่มีปัญญา ก็เท่ากับว่าขณะนั้น คนๆนั้นก็ได้มีปัญญาเพิ่มมากขึ้นเพราะได้รู้แล้วว่าตนนั้นไม่รู้ในสิ่งใด
       ลักษณะของการช่างคิดเพื่อให้เกิดปัญญาของโสเครตีสทำให้เหล่าผู้ปกครองไม่ชอบใจนัก เพราะทำให้ปกครองยาก ต่อมาโสเครตีสจึงถูกจับด้วยข้อหาทำให้เหล่าเยาวชนชาวเอเธนส์นั้นมีจิตใจที่เสื่อมเสียกระด้างกระเดื่อง และทำให้คนหันออกจากเทพเจ้า ส่งผลให้โสเครติสถูกตัดสินถูกคุมขังไว้ก่อนที่จะถูกประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษ
       จากประวัติศาสตร์นั้น มีบันทึกโดยเซโนฟอน (Xenophon) กล่าวไว้ว่าโสเครตีสมีโอกาสจะหนีได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมหนีด้วยเหตุผลดังนี้
       1) ตัวเขาเองนั้นเห็นว่าการหลบหนีเท่ากับการแสดงว่าตนนั้นกลัวตาย ซึ่งโสเครตีสเชื่อว่านักปราชญ์ที่แท้จริงนั้ยย่อมไม่กลัวตาย
       2) ถึงเขาเองอาจจะหลบหนีออกจากกรุงเอเธนส์ไปอยู่ที่อื่น แต่ในไม่ช้า เขาก็คงต้องกระทำตนในลักษณะที่ทำให้ผู้ปกครองเมืองอื่นไม่พอใจเช่นเดียวกัน 
       3) ตัวโสเครตีสเองนั้นเป็นผู้ยอมรับการอยู่ภายใต้กฏหมาย การหลบหนีก็ย่อมเท่ากับไม่เป็นการประพฤติปฏิบัติต่อจุดยืนของตนเองที่เชื่อมั่น และจะทำให้กฏหมายเสียความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเขาจึงไม่ควรกระทำตนละเมิดกฏหมาย
       จากบันทึกดังกล่าว เราจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจของโสเครตีสนั้นยืนอยู่บนความคิดความเชื่อปรัชญาของตนอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการเมืองในเอเธนส์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ยอมที่จะละเมิดกรอบความคิดพื้นฐานของตน แม้ว่าจะส่งผลเสียต่อตนอย่างไรก็ตาม   


สู่รากฐานแนวคิดตามวิธีของโสเครติส
       ข้อปรัญชาที่โสเครตีสทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังนั้น ที่หลักๆ คือเรื่องประเด็นของหลักวิธีคิดที่เรียกว่า Socretes' method หรือที่เรียกว่า Elenchus ซึ่งก็คือหลักการที่จะซักไซร้โต้ตอบเพื่อที่จะพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นๆ ถูกต้องหรือไม่ มีการทดลองวิเคราะห์จากแง่มุมต่างๆ จากนั้นจึงทดสอบและพิสูจน์จนกว่าจะสิ้นข้อสงสัย ซึ่งเป็นเนื้อหาหนึ่งที่อยู่ในหมวดซึ่งเรียกว่า Pedagogy อันเป็นศาสตร์และศิลปะเแห่งการศึกษา กล่าวคือเป็นวิธีการที่อาจารย์ใช้ในการให้นักศึกษาให้ก่อเกิดปัญญาจากการเรียนรู้ (Pedagogy มาจากคำว่า เด็ก กับ นำ ซึ่งรวมกันก็คือ การชี้นำทางเด็ก)
       เพลโตได้กล่าวสรุปถึงวิธีของโสเครตีสในการค้นหาคำตอบเพื่อให้ก่อเกิดออกมาเป็นปัญญา ว่ามีขั้นตอนดังนี้
       1) สมมติว่าคู่สนทนาของโสเครตีสยกหัวข้อขึ้นมาวิพากษ์ว่า "ความกล้าหาญคือความอดทนอดกลั้นแห่งจิตวิญญาณ"  ซึ่งโสเครตีสเชื่อว่าข้อความนี้เป็นเท็จ และต้องการจะหาจุดซักเพื่อให้ข้อความนี้ตกไปให้ได้
       2) โสเครตีสจะใช้องค์ประกอบในหัวข้อสนทนาดังกล่าวที่คู่สนทนายกขึ้นมา เพื่อสร้างประเด็นหัวข้อข้างเคียงที่สัมพันธ์กับองค์ประกอบในหัวข้อเดิมขึ้นมาเช่น "ความกล้าหาญเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน" หรือ "ความกล้าหาญไม่ใช่สิ่งที่ละเอียดอ่อน" เป็นต้น
       3) ถ้าเกิดข้อตกลงสรุปตามข้อสันนิษฐานตาม 2) ได้แล้ว และพบว่าข้อตกลงดังกล่าว ขัดแย้งกับหัวข้อที่ถูกยกขึ้นมาใน 1)  ก็จะสามารถกล่าวไปในทำนองที่ว่าข้อสนทนาใน 1) นั้น ไม่เป็นความจริง
       4) โสเครตีสก็จะสรุปว่า ที่คู่สนทนายกขึ้นมานั้นเป็นเท็จ ดังนั้นความเชื่อของโสเครตีสจึงเป็นฝ่ายถูก
       ถ้าสังเกตจากวิธีของโสเครตีสแบบผิวเผินเบื้องต้น จะพบว่าราวกับจะเป็นวิธีหาเรื่องข่มคู่สนทนา แต่ถ้ามองในแง่มุมเชิงบวก นั่นคือการสร้างบรรยากาศแห่งการโต้เถียงจนกระทั้งสิ้นสงสัย ทำให้สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจากแต่เดิมที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งก็จะก่อให้เกิดปัญญาเกิดขึ้น  
       จากมุมมองในการกระตุ้นความคิดด้วยการโต้เถียงเชิงหลักการเหตุผลดังกล่าว เราอาจจะกล่าวต่อไปได้อีกว่า โสเครตีสนั้นต้องการให้เยาวชนหรือนักศึกษา (เป็นกลุ่มคนที่โสเครตีสให้ความสนใจที่จะสั่งสอน) ให้รู้จักที่จะกล้าตั้งข้อซักถาม และใช้การโต้กันด้วยเหตุและผลจนกว่าจะได้คำตอบ ไม่ใช่ได้ยินอะไรมาก็จำไว้เพียงอย่างเดียว ฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียวโดยไม่ได้คิดตามไปด้วย
       กล่าวโดยสรุป ในการที่จะก่อเกิดปัญญา   โสเครตีสเชื่อในการที่จะต้องมีการตั้งคำถาม ตรวจพิสูจน์ วิเคราะห์ และแจงลึกลงไปในประเด็น เพื่อให้สามารถสรุปออกมาเป็นองค์ความรู้ที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันแน่ชัดแล้ว  หรือพูดในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ แนววิธีที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นคว้าวิจัยเรียนรู้สิ่งต่างๆ ก็คือหลักการในทำนองเดียวกันกับที่โสเครตีสได้นำเสนอไว้นั่นเองครับ...


การคิดวิเคราะห์
       ไหนๆ กล่าวเรื่องวิธีของโสเครตีสแล้ว ก็คงต้องกล่าวถึงเรื่องของ "การคิดวิเคราะห์" (critical thinking) ที่ปัจจุบันเรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ  
       การคิดวิเคราะห์ เป็นลักษณะกระบวนการคิดในประเด็นต่างๆ ที่ต้องอาศัยการรวบรวมข้อมูลมาโดยอาศัยการสังเกต ประสบการณ์ แล้วจะต้องใช้หลักเหตุและผลเพื่อสรุปออกมาให้ได้ และการใช้วิจารณญาณในการสรุป อาจจะใช้การถามตอบ หรือ ปุจฉา-วิสัชนา ร่วมด้วย (สังเกตว่าแนวความคิดวิเคราะห์เองนั้นก็มีหลักพื้นฐานในทำนองเดียวกันกับวิธีของโสเครตีส)
       ถ้าจะสรุปลงไปอีกนิดหน่อย การคิดวิเคราะห์นั้นจะต้องจับเอาปัญหามาเป็นตัวตั้ง จากนั้นมีการตั้งข้อถกเถียง หรือคำอธิบาย หรือคำชี้แจงต่างๆ ที่สัมพันธ์กับปัญหาขึ้นมา รวบรวมไว้เป็นกลุ่มตามประเภท หาข้อมูลเพื่อยืนยันหรือหักล้างมาประกอบกับประเด็นต่างๆ โดยข้อมูลเหล่านั้นจะต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ และคอยตรวจดูว่ามีคำอธิบายหรือข้อถกเถียงใดเกิดการขัดแย้งกันเอง ก็ต้องดูต่อไปว่าใครมีน้ำหนักอย่างไร สุดท้ายก็สร้างโครงสร้างเพื่อสรุปแนวคิดว่าสิ่งใดเกี่ยวพันหรือมีน้ำหนักมากน้อยอย่างไร ซึ่งอาจจะใช้ผังมโนภาพ (mind map) มาช่วย ทั้งนี้ หากมีข้อมูลใหม่ๆ หรือความเห็นใหม่ๆ เข้ามา ก็สามารถนำมาปรับโครงสร้างผังมโนภาพนี้ได้เรื่อยๆ และบทสรุปว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ก็อาจจะอาศัยหลักการแห่งความเรียบง่าย (Occam's Razor) กล่าวคือ คำอธิบายใดๆ ที่ดูเรียบง่ายที่สุด ควรจะเป็นคำตอบมากกว่าคำอธิบายที่ซับซ้อนยุ่งยาก


____________________________________________________________________________________

แถมให้เล็กน้อยครับ Occam's Razor นั้น คำว่า Occam มาจากฤษีเยซูอิตชื่อ วิลเลียม ซึ่งเกิดในเมือง Ockham โดยเป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้ให้แนวคิด "Plurality must never be posited without necessity" หรือกล่าวเป็นไทยๆ ว่า "ไม่ควรจะทำอะไรให้ซับซ้อนเกินกว่าความจำเป็น" หรือกล่าวอีกนัยตรงข้ามว่า ...ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนน่าจะเป็นคำตอบ... ซึ่งเป็นคำที่คนรุ่นหลังๆ ได้นิยามขึ้นมาแทน แต่ก็ยังอ้างเครดิตถึงฤษีดังกล่าวอยู่จากชื่อ occam ซึ่งมาจากคำ Ockham นั่นเอง
____________________________________________________________________________________


สู่การเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน

       ผมกล่าวออกทะเลไปไกล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่กล่าวไปนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเรียนรู้ในโรงเรียนหรือสถาบันอุอมศึกษา จริงๆ แล้วความตั้งใจที่ผมต้องการสื่อในที่นี้ก็คือ เวลาที่เรียนรู้อะไรก็ตาม เราไม่ควรเรียนรู้แบบนกแก้วนกขุนทอง หรือเรียนแบบท่องๆ จำๆ กันไปโดยไม่ได้ตั้งคำถาม คิดวิคราะห์หาข้อสรุปเพื่อสร้างความเข้าใจ หรือที่โสเครตีสนั้นกล่าวว่าเพื่อให้ก่อเกิด ...ปัญญา... นั่นเองครับ    
       ตัวอย่างเช่นการเรียนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมจะยกถึงกฏภาษา โครงสร้าง ตัวอย่าง และอธิบายในประเด็นต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพและสามารถต่อยอดได้ การเรียนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็เหมือนความรู้อื่นๆ เช่นคณิตศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วยกฏพื้นฐาน ซึ่งอาจจะเป็นระเบียบข้อบังคับพื้นฐานที่ตัวภาษาจะใช้ต่อยอด จากนั้นก็จะมีกลวิธีการประยุกต์ การผันรูป การนำไปใช้ต่างๆ ซึ่งหลายจุดหลายประเด็นจำเป็นต้องทดลองด้วยตนเองดูว่าเป็นเช่นใด และต้องอาจค้นคว้าหาความรู้ที่เชื่อถือได้จากแหล่งอื่นเพิ่มเติม และอย่าเชื่อผมในทันทีจนกว่าจะได้ทดลองด้วยตนเอง รวมทั้งกล้าตั้งคำถาม และลองหาคำตอบต่อไปอีก....
       ต่ออีกนิดเกี่ยวกับคำหนึ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงหลังๆ นี้ ผมเองก็ไม่ทราบว่ามีต้นฉบับมาจากแหล่งใด เป็นคำที่น่าจะล้อเลียนปรับเปลี่ยนมาจากสิ่งที่เพิ่งคุยๆ กันไปข้างต้น นั่นก็คือคำว่า ค.ว.ย. ซึ่งย่อมาจาก คิด วิเคราะห์ แยกแยะ "คิด" ในที่นี้น่าจะหมายถึงการคิดคำนึงหารายละเอียดประเด็นต่างๆ ของปัญหา  "วิเคราะห์" คือการพิจารณาประเด็นต่างๆ ว่ารายละเอียดต่างๆ นั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร และการ"แยกแยะ" เป็นการแตกรายละเอียดออกไปเป็นส่วนๆ และจัดกลุ่มในกลุ่มที่มีประเด็นลักษณะเดียวกัน หรือพูดง่ายๆ ก็น่าจะเป็นหลักการที่มาจากการคิดเชิงวิเคราะห์ หรือมีพื้นหลังจากวิธีของโสเครตีสนั้นเองครับ นับเป็นคำแรงๆ ที่คอยช่วยกระตุ้นเหล่านักศึกษารุ่นใหม่ที่อยู่กับอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี...


ถ้าโสเครตีสมีความฝัน....
       ย้อนกลับมายังโสเครตีสอีกสักหน่อยครับ ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า โสเครตีสทำตนที่ดูเหมือนจะขวางๆ โลก ขวางสังคมในยุคนั้น แต่ทว่า เป็นการขวางกระแสสังคมในลักษณะของการกระตุ้นต่อมความคิดให้แก่สังคม ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะหมดสิ้นข้อสงสัย
       มีผู้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้บางอย่างเกี่ยวกับตัวโสเครตีส โดยเฉพาะการปกครองในกรุงเอเธนนั้นซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งประชาธิปไตยที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้   
       ตัวโสเครตีสนั้น ชอบที่กระตุ้นให้เกิดคำถามขึ้นในสังคม หรือถ้าจะพูดในสมัยนี้ เราอาจเห็นโสเครตีสเป็นบรรดานักวิชาการบางคนที่ออกมาพูดอะไรในสังคมที่อาจจะดูห่ามๆ หรือหนักหน่อยก็อาจจะดูเป็นคนต่อต้านสังคม (antisocial) แต่ถ้าจับใจความดีๆ ก็จะสามารถเข้าถึงเหตุและผลของสิ่งที่กำลังนำเสนออยู่นั้น จนในบางครั้ง เราก็เห็นวัยรุ่นสมัยใหม่บางคน อาจจะทำตัวเลียนแบบ แล้วก็แสดงในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ออกมาเช่นกันด้วย ซึ่งก็ส่งผลให้สังคมเกิดการกระเทือนกันได้พอสมควร และก็เช่นเดียวกันกับที่โสเครตีสเคยเจอ นั่นก็คือ สังคมมักจะแสดงออกในทางลบ จนนักวิเคราะห์บางคนมองเลยเถิดออกไปด้วยว่า โสเครตีสคงไม่ชอบระบอบประชาธิปไตยนัก เพราะกรุงเอเธนส์ อันเป็นต้นแบบแห่งสังคมประชาธิปไตยที่โสเครตีสพบเจอนั้น มักจะเป็นสังคมที่่ไม่ค่อยกล้าให้ความเห็นแตกต่าง ชอบจะให้สังคมอยู่แบบสงบปกติสุข โดยให้กลไกของการปกครองดำเนินไปแบบเรียบๆ ไม่มีปากมีเสียง  
       แต่ถ้าเราจะมองในแง่ดีของโสเครตีส นั่นคือการที่โสเครตีสพยายามให้ทุกคนที่อยู่ในสังคม ต้องมีการคิดวิเคราะห์ในทุกๆ สิ่งที่รับเข้ามาเสมอ และนั่นเป็นแนวทางการสอนเยาวชนของโสเครตีส ในการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเชิงวิชาการเพื่อหาคำตอบแก้ปัญหาและในที่สุด ก็จะได้ปัญญาที่เพิ่มขึ้น 

มองสู่ยุคอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมในปัจจุบัน
       สำหรับโลกในยุคปัจจุบัน เป็นโลกที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์ คนเรามีชีวิตอยู่ในโลกจริง และโลกเสมือน (หรือโลกอินเทอร์เน็ต หรือในเว็บ)ไปพร้อมๆ กันอย่างกลมกลืน โลกปัจจุบันเป็นโลกที่สารสนเทศไหลบ่าถั่งโถมเข้ามาได้อย่างมากมาย บางคนอาจใช้เวลาทั้งวันอยู่กับการอัปเดตเรื่องราวต่างๆ จากเฟซบุ๊ก จากเว็บบอร์ดดังๆ เช่นพันทิป บางคนเปิดเว็บอ่านข่าวได้ทั้งวัน อยากรู้อะไรก็ถามอากู๋ (อากู๋เกิ้ล) หรือไม่ก็วิกิ (...พีเดีย) ความรู้มากมายหลั่งไหลเข้ามาเพียงคลิก จนมีงานวิจัยที่สรุปออกมาว่า มีคนรุ่นใหม่หลายคน ที่ใช้เวลากับสื่อสมัยใหม่เหล่านี้ (รวมไปถึงสื่อทุกช่องทางทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และอินเทอร์เน็ต) เกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งหมายความว่า คนเหล่านี้รับสื่อพร้อมๆ กันหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (เช่นเปิดทีวีไปพร้อมๆ กับใช้คอมพิวเตอร์เปิดเว็บ และใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเข้าถึงเครือข่ายสังคมไปพร้อมๆ กัน)
       จุดนี้เองครับ ที่เริ่มมีนักวิจารณ์หลายคนเริ่มออกมากล่าวว่า เยาวชนรุ่นใหม่เกิดปัญหาเรื่องสมาธิสั้น ไม่สามารถจับอยู่กับเรื่องราวอะไรได้นานๆ เสพสิ่งต่างๆ แบบฉาบฉวย ไม่สามารถที่จะใช้เวลาคิดวิเคราะห์แยกแยะ หรือใช้ ค.ว.ย. กันไม่เป็นแล้ว... เจออะไรก็เชื่อหมด  ผมลองยกตัวอย่างในประเด็นเหล่านี้  แล้วลองพิจารณาตามดูนะครับว่า แต่ละท่านตกอยู่ในสภาวะใดบ้าง
       1) เห็นโพสต์ในเครือข่ายสังคมแล้วก็คลิก Like หรือ favourite ไปโดยไม่ได้ชอบจริงๆ แต่คลิกด้วยความเคยชิน หรือบางทีก็คลิกเพื่อบอกว่า "ฉันอ่านแล้วนะ"
       2) คอยนั่งลุ้นว่าจำนวน Like ของโพสต์เราจะมีเท่าไหร่ หรือเกิดความคับแค้นน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อมีจำนวน Like น้อยกว่าโพสต์ภาพล่อแหลม 
       3) มักจะชอบแชร์สิ่งที่ตนคิดว่าเข้าท่า  ออกไปโดยไม่เคยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ทำไมจึงแชร์สิ่งนั้นต่อไป (ไม่มีความเห็นส่วนตนประกอบไปด้วย)
       4) เห็นโพสต์ว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนี้รักษาโรคได้  สิ่งนั้นเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ แล้วก็รีบแชร์ออกไปโดยไม่ศึกษาเสียก่อนว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ (แล้วก็มักจะนั่งหน้าแตกทำเนียนลบโพสต์เมื่อพบว่าเป็นเรื่องเท็จ หรือบางคนไปไกลกว่านั้น เมื่อพบว่าเป็นเรื่องเท็จ  ก็มีอาการกระฟัดกระเฟียดกล่าวในทำนอง   ก็เชื่อไว้ไม่เสียหลาย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ก็เค้าเตือนแล้วก็ฟังกันบ้าง)
       5) รุมโพสต์ตอบเห็นด้วยกับคนที่ชอบ  หรือเรื่องที่ชอบ โดยไม่ได้ไปศึกษาวิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงเสียก่อน หรือรุมโพสต์ด่ากับคนที่ไม่ชอบ หรือเรื่องที่ไม่ชอบ โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาภายในโพสต์และศึกษาเพิ่มเติมก่อนว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร
       6) ตอบโพสต์โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาในโพสต์ จนทำให้คำตอบของตนในโพสต์นั้นไม่สอดคล้องกับเนื้อหาของโพสต์ หรือแชร์ต่อไปโดยเบี่ยงเบนเนื้อหาที่โพสต์ต้นทางสื่อสาร
       7) เห็นเว็บอะไรที่ดูเข้าท่า แอปอะไรที่ดูเข้าที เห็นวิธีโกงนั่นทำนี่ ก็รีบคลิกรีบติดตั้งมาลองเล่นกันโดยไม่ได้ศึกษาล่วงหน้าก่อนว่า  เว็บหรือแอปต่างๆ นั้นปลอดภัยต่อการใช้งานหรือไม่  
       นักวิจารณ์บางคน เลยยกประเด็นนี้ขึ้นมาในทำนองที่ว่า หากโสเครตีสยังคงมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ แล้วต้องเจอเหล่าบรรดาเยาวชนรุ่นใหม่ ที่แต่ละคนกลับรับข้อมูลต่างๆ รอบข้างเข้าไปในสมองโดยที่ไม่ได้กลั่นกรองอะไรเลย  เห็นอะไรก็เชื่อตามไปหมด เฮโลกันไปหมด  


...โสเครตีสเห็นดังนี้ คงคิดว่าต้องเป็นฝันร้ายแหงๆ ...

       เพราะการที่คนในสังคมปัจจุบันนั้น  แทบจะไม่ได้ใช้การคิดวิเคราะห์กันแล้ว เห็นน้ำผุดออกมาก็เชื่อว่าเป็นน้ำวิเศษ เห็นป้ายทะเบียนในละครเอาไปแทงหวยถูกก็ว่าให้หวยแม่น มีใครมาบอกกล่าวอะไรก็เชื่อ เรียนวิชาอะไรครูบอกอะไรก็เชื่อทันที โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์แยกแยะจนกระทั้งสรุปออกมาเป็นความเข้าใจอย่างถ่องแท้...
       บางที เราอาจจะเริ่มกันใหม่ตั้งแต่วันนี้ครับ แทนที่จะทำแค่การท่องจำเพียงอย่างเดียว ลองลงมือทำด้วย อย่างกรณีการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ อย่ามัวแต่เพียงอ่านที่ผมเขียนมาให้เพียงอย่างเดียว ลองไปคิดวิเคราะห์ ลองเขียนโปรแกรมทดลองดูด้วยครับว่า มันเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ดังนั้นต้องหาข้อมูลเพิ่มหากสงสัย ทำการทดลองเขียนโปรแกรมเพื่อดูผล ทดลองผันโจทย์ หาโจทย์ในรูปแบบต่างๆ หากคิดจะดูตัวอย่างโปรแกรมคนอื่น อย่าแต่ดูโปรแกรมแล้วท่องว่าเค้าใช้อะไร แต่ให้วิเคราะห์ดูด้วยครับว่า ทำไมเขาใช้อย่างนั้น แล้วจึงค่อยจำกลเม็ดเคล็ดลับที่ได้ นำไปปรับประยุกต์ใช้กับโจทย์อื่นๆ ในภายภาคหน้า..