Back

ครูพันธุ์ใหม่ (อาจารย์นุ้ย)


  • แนะนำตัวสั้นๆ เพื่อให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

อาจารย์อรณิชา อนุชิตชาญชัย (อาจารย์นุ้ย) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ บ้านเกิดอยู่เชียงราย เรียนจบที่ ม.เชียงใหม่ ป.โท ก็ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนเรียนจบปริญญาตรีก็เป็นวิศวกรตามที่เรียนมา ระหว่างเรียนปริญญาโทก็ไปเป็นแอร์แอร์โฮสเตส พอเรียนจบโทก็ฉีกแนวมาเป็นอาจารย์ที่มหานครจนปัจจุบัน


  • ฉายาที่นักศึกษาเรียก 
ส่วนใหญ่ไม่มีใครกล้าเรียก แต่รู้ว่าลับหลังมีเรียกเราว่า เป็นจอมโหด จอมมาร อะไรแบบนี้ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ด้วยกัน ก็เรียกขำๆว่า อ้วนบ้าง อ้วนเตี้ย แนวๆนี้นะคะ (ขำ 555 มันก็ตามสรีระที่เห็น)

 

  • เวลาว่าง / งานอดิเรก อาจารย์ชอบทำอะไรบ้าง
เวลาว่างอ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือนิยายพวกแฟนตาซี คือเริ่มแรกสมัยก่อนชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์ พออ่านเรื่องนั้นก็ติดการอ่านหนังสือมาตลอด เวลาไปดูหนังปีหนึ่งดูไม่เกิน 5 เรื่อง ละครแทบจะไม่ดู แต่เป็นคนอ่านหนังสือเยอะมากกว่า เวลาว่างแล้วก็จะมี วิ่งออกกำลังกายบ้าง บางทีก็ร้องเพลงเล่น ตกแต่งกับข้าว ไม่ได้ทำกับข้าวนะคะ ตกแต่งคือชอบแบบเบนโตะญี่ปุ่น ชอบทำแนวแบบนั้น แต่รสชาติอย่าถามถึง (ขำ 555)



 

  • อาจารย์มีของสะสมมั้ย / คืออะไร
มีสะสมอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ตุ๊กตาหมี เพราะเป็นคนชอบอะไรหมีๆมาก ตุ๊กตาหมีคือไปที่บ้านมีเกิน 20 ตัว แล้วอีกอย่างคือชอบสะสมชากาปองเล็กๆ ไว้ถ่ายรูปเล่นโชว์ เริ่มสะสมมาประมาณ 2 ปี เคยมีคนบอกว่าถ้าอาจารย์อรณิชาไม่ชอบหมีตอนนี้จะเป็นเศรษฐีไปแล้วค่ะ (ขำ 555) คือเสียเงินไปกับหมีเยอะมาก กระเป๋าแบรนเนมก็ไม่มี เพชร พลอย ก็ไม่มี ทุกๆวันครบรอบแต่งงานเวลาจะขอของขวัญจากแฟนก็จะขอแต่ตุ๊กตาหมี วันวาเลนไทน์ก็ตุ๊กตาหมี วันครบรอบไหนๆก็ตุ๊กตาหมี (ขำ 555)


  • อาจารย์ทำยังไงกับเด็กมาสาย แล้วอาจารย์เคยมาสายมั้ย
ครั้งแรกๆจะพยายามตลกนิดนึง อาจจะมีแซว ตอนเช้าตื่นกี่โมงเนี่ยมาสาย แปรงฟันรึยัง คือเราก็จะรู้ว่าเวลาเด็กมาสายเด็กก็จะมีความกังวลอยู่แล้ว แล้วก็เลยไม่อยากดุมาก ไม่อยากให้บรรยากาศมันเครียด ก็จะเป็นแนวตักเตือนแบบขำๆ ถ้าเราจำได้ว่าคนเดิมซ้ำบ่อยๆ เราก็จะเริ่มจริงจังละ ก็จะพูดว่ามาสายเนี่ย ขอร้องละ คิดถึงอยากเจอ แต่ในทางกลับกันก็จะหาอะไรโน้มน้าวให้เขามาทันเวลา อย่างต้นคาบจะเอาเอาเกมส์มาเล่น มีเล่าเรื่อง อะไรที่คิดว่าเด็กน่าจะสนุก เพื่อที่จะได้ดึงเขามาตอนแรก เรามีความเชื่อว่าถ้าเขาเริ่มรู้สึกสนุกกับการมาเจอหน้าเรา 

  • แล้วอาจารย์เคยมาสายไหม
ไม่เคยนะ มีแต่เลิกสอนสาย (ขำ 555) คืออาจจะมีพูดติดลม แต่มาสายไม่เคย เรารู้สึกว่า เราไม่อยากให้เด็กจำภาพว่าอาจารย์ยังมาสายได้เลย เขาอาจจะคิดว่าการตรงต่อเวลาไม่สำคัญอะไร 
อ่อๆ เคยครั้งนึง จำได้ว่ามาสายประมาณ 15 นาที คือขับรถมาจากบ้าน แล้วมีอุบัติเหตุระหว่างทาง มันทำให้รถติดแต่เราก็รีบโทรมาที่ภาควิชา ว่ามีใครเข้าไปสอนแทนให้ก่อนได้ไหม ฝากไปขอโทษเด็กหน่อย แล้วก็เอาแบบฝึกหัดไปให้ทำก่อนค่าเวลา ก็จะไม่ปล่อยเด็กให้เคว้งคว้างว่าไม่มีใครเข้ามาเลย อย่างนี้จะไม่มี


  • สมัยเรียนอาจารย์เป็นเด็กนักเรียนแบบไหน
เป็นเด็กกลางๆห้องไม่ถึงกับหน้าสุด ไม่ถึงกับหลังสุด หรือเป็นเด็กที่ตั้งใจสุดโต้ง แต่ก็ไม่ได้แบบเกเรมาก ก็อาจจะมีโดดเรียนบ้าง มีเฉพาะบางรายวิชา แต่ช่วงใกล้สอบก็จะขยันอ่านหนังสือ เวลาไปเรียนก็ฟังมันก็ยังมีสติบ้าง แต่ก็ไม่ได้อ่านหนังสือสอบแบบสอบพรุ่งนี้อ่านวันนี้ แต่จะอ่านประมาณสักหนึ่งเดือนก่อนหน้าที่จะสอบ เพราะเราเป็นคนจำช้าเป็นคนเข้าใจอะไรยากมาก แต่ถ้า get เลย ก็จะ get เลย คือวิชานึงเราจะอ่านซ้ำๆซากๆ ถึงจะเข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน แล้วก็จะเตรียมตัวเช้ามาก็จะอ่านหนังสือแบบเงียบๆ 

  • วีรกรรมซ่า
มีวิชานึงรู้สึกผิดมาก เป็นวิชาที่เราไม่ถนัดเลย คือวันนั้นจะสอบวนพรุ่งนี้ เราก็ทำใจแล้วละว่าวิชานี้เกรดแล้วคงไม่ดี วันนั้นเราก็เลยไปเที่ยว แต่ไม่ได้ไปเที่ยงกลางคืนนะ ไปเที่ยวเดินตลาดนัดไนท์พลาซ่า พอดีเพื่อนโทรมา เห้ยนุ้ย อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลยทำไงดี เราก็บอกว่าแกยังอ่านอยู่หรอ นี้เรามาเที่ยว เทแล้วละ เพื่อนก็ว่าแกเทเหรอเดี๋ยวเทเป็นเพื่อน เพื่อนก็ปิดหนังสือนอน เราก็ไปเที่ยวเฮฮา พอสอบมา เราสอบผ่าน เราได้  C เพื่อนได้ F คือครั้งนั้นแบบ เราก็รู้ไม่ใช่เพราะเราอย่างเดียว แต่มันก็ยังจำได้จนทุกวันนี้ ว่าแบบทักเพื่อนว่าเป็นไงแก แล้วเพื่อนก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ แล้วบอกว่าแกฉันสอบไม่ผ่าน เพราะฉันเทตามแกไป ครังนั้นก็เลยเป็นครั้งที่เราจำได้ขึ้นใจ ถ้าวันนั้นเราโกหกเขาว่าเรากำลังอ่านหนังสืออยู่ เขาอาจจะผ่านก็ได้ เลยทำให้เขาเรียนเกินเวลา 4 ปี ก็เลยรู้สึกผิด 

  • ถ้าตอนนี้ยังเป็นเด็กอยู่ อาจารย์คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไร
ถ้าเป็นตอนเด็กๆก็คงจะเป็นตุ๊กตากระดาษ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็อยากเล่นฟิกเกอร์จิ๋วที่ตัวเองสะสมแล้วกัน เล่นแล้วก็จะจินตนาการ 

  • ถ้าไม่ได้มาเป็นอาจารย์ อยากเป็นอะไร
อยากเป็นนักเขียน นักแปล เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จริงๆก็เคยพยายามเขียนตั้งแต่สมัยเรียนละแต่ว่า ให้เพื่อนอ่านมันก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ สมัยเด็กวัยรุ่นก็จะเขียนพวกแนวแจ่มใส แต่ก็เราไม่ใช่แนวแจ่มใส เราจะแนวบ้าๆบอๆพอเพื่อนอ่าน ก็รู้ละว่าแกพยายาม แต่มันไม่อินเท่าไหร่เลย แต่พอเรารู้ว่าชอบแนวแฟนตาซีเราก็เลยพยายามจะเขียนแนวนั้น แล้วมีตอนนึงอยากอ่านพวกตำนานกรีก อยากจะจะเขียนนิยายกรีกมาก เลยไปซื้อหนังสือมาอ่านแต่ก็ไม่อิน อ่านไม่รู้เรื่อง เลยพักปิดโครงการตั้งแต่วันนั้น พอหลังๆงานเยอะขึ้นเราก็ไม่มีเวลา จินตนาการเราลดลง หลังๆก็เขียนไม่ออก เลยเล่นตุ๊กตา อย่างเดียว (ขำ 555)


  • แนวการแต่งตัวของอาจารย์ถ้าไม่ได้มาสอน
ก็จะแต่งตัวแบบนี้ละแต่งแบบสีๆเยอะมาก ส่วนใหญ่เวลามาสอนก็จะมีอาจารย์แซวว่าวันนี้มีกี่สี นับดูรึยัง เคยขนาดมีนักศึกษามาแซว ว่า อาจารย์ ผมเคยอ่านหนังสือบอกว่าคนเราไม่ควรใส่เสื้อผ้าเกิน 3 สี ต่อวัน ตอนอาจารย์สอนผอนับได้ 5 สี เราก็แบบ ทำไมอะ ฉันเป็นคนแบบนี้ (ขำ 555) คือหัวสีนึง ตัวสีนึง เสื้อสีนึง กางเกงสีนึงก็ทำมาแล้ว แล้วอีกอย่างที่ชอบทำแล้วทุกคนจะถามคือใส่รองเท้าข้างละสี เรามีความรู้สึกว่าทำไมสองข้างต้องสีเหมือนกัน เราก็เลยจะใส่ข้างะสี แต่เราก็ยังไม่ได้ลองข้างละสีข้างละแบบ (ขำ 555) ถ้าความกล้าเรามากขึ้นก็อาจจะมีใส่มานะจริงๆก็เป็นคนมีสีสัน แต่เอาตรงๆก็เป็นคนแปลก (ขำ 555)

  • ถ้ามหาลัยให้แต่งตัวอะไรก็ได้มาสอน
ถ้ามหาลัยไม่กำหนดการแต่งตัว จะแต่งตัวสีสันมา แล้วก็คงจะแต่งแบบที่เด็กแต่ง อยากให้เด็กมีความรู้สึกว่าเราคือเพื่อนเขา ไม่อยากให้เขารู้สึกให้เราเป็นอาจารย์เขาแล้วแต่เกร็ง คือเคารพเราเชื่อว่าเขาเคารพแล้วอยู่แล้ว ไม่อยากให้เขามีความรู้สึกกลัวเรา เราก็เลยอยากจะแต่งตัวเหมือนกัน จะได้เหมือนเรากับเขาอยู่สังคมเดียวกัน แล้วเขาจะเข้าถึงเราได้มากขึ้น และเราก็เป็นคนพูดมากอย่างงี้ค่อนข้างกลมกลืนกับเด็ก (ขำ 555)

  • มีไอเท็มอะไรที่ขาดไม่ได้เลย ขาดแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ
จริงๆก็ไม่ค่อยมีหรอก แต่อาจจะตลกนิดนึง คือผมหน้าม้าคือเราไว้มาตั้งแต่เด็ก คือเรารู้สึกว่าหน้าผากเรามันแคบมันไม่ได้สัดส่วน คือน้อยมากที่จะเปิดหน้าผาก คือเรารู้สึกว่าถ้าเราไม่มีผมหน้าม้าในวันนั้นเราจะไม่มั่นใจเลย คือรู้สึกแบบทุกคนจะมองหน้าผากเรารึป่าว คิ้วฉันเป็นยังไง ก็เลยมีผมหน้าม้าไปจนกว่าเราจะเกษียณเลย หรือตราบใดที่ผมเรายังไม่ล้าน (ขำ 555)


  • แนะนำร้านอาหารที่ชอบไปกิน แถวๆนี้หน่อย
ต้องบอกก่อนว่าเป็นคนชอบกิน ถ้าเป็นร้านกาแฟ คือเราเป็นชอบกินขนม น้ำ กาแฟ ไม่ชอบกินข้าว (ขำ 555) มันจะมีร้านแถวนี้ชื่อ ร้าน Voodo ร้านนี้สวยมากแล้วก็จะเป็น ที่ที่คนชอบมาถ่ายรูป ร้านจะเป็นบรัทขายพวกเครื่องสำอางค์ แต่เจ้าของมีคอนเสปว่าพนักงงานที่ทำอยู่จะต้องมีความสบายใจ แล้วจะมีลูกค้ามาตลอดเวลา มีร้านกาแฟอยู่ในบรัท แรกๆก็จะให้พนักงานกิน พอมีคนถูกใจก็เปิดมาให้บริการลุกค้าอย่างเต็มตัว ร้านสวย กาแฟอร่อย ราคาไม่แพง แต่ช่วงนี้ร้านปิดปรับปรุง แต่ก็รอให้เขาเปิดอยู่ อีกร้านนึงเป็นร้านอาหารชื่อร้านนายหยี มีเมนูเด็ด 2 อันอันแรกคือปูจ๋า จะทำแบบหมูสับปนๆกับปูนิดนึง แล้วจะยัดไปตัวปู แต่ว่าร้านนี้จะใส่มาในถ้วย แล้วมีไข่แดงของไข่เค็มโปะมาตรงกลางมันจะอร่อยชุ่มช่ำ อร่อยมาก อีกอันเจ้าของร้านเคยทำให้กินครั้งเดียว คือ ไข่ยกทรง มันเป็นไข่เจียวแต่ว่าเป็นครึ่งวงกลม อันนี้อร่อยมาก


  • ถ้าอาจารย์ให้ทุนอะไรก็ได้ในโลกนี้กับเด็ก ทุน จะให้ทุนอะไร
อยากให้ทุนแบบเอาไปทำอะไรก็ได้ปีนึง ไปเที่ยวโน้นนี่ไปเลยก้ได้ แต่ถ้าทุนเดียวเราคงให้ทุนการศึกษา เหมือนกับเราให้โอกาส เพราะฉะนั้นมันจะไม่จบแค่เราให้โอกาสนี้ แต่เขาจะสามารถไปทำโอกาสท่องเที่ยวได้อีกเยอะ มีทางไปต่อยอด ถ้าเขาอยากจะไปเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตเขาเสริมอาชีพเขาก็จะทำได้ เราคงให้การศึกษา คือ เขาอยากไปเรียนไหนก็ได้ เหมือนเราเปิดทางเปิดโอกาสให้เขา ที่เหลือเขาจะทำอะไรก็แล้วแต่


  • อาจารย์ช่วยรีวิวสิ่งที่นี้หน่อย ( เป็นภาพ คน หรือ สิ่งของ )
เครื่องไล่ยุงรูปกบเขียว ยุงกัดไหมคะ ถ้ายุงกัด ปกติบ้านเราอากาศแบบนี้ นั่งๆอยู่ยุ่งมากัดใช่ไหมคะ เจ้าเครื่องนี้มันจะช่วยขจัดความไม่สบายใจความกังวล พอยุงกัดมันทำให้เราเสียสมาธิการทำงาน ทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เหมาะที่สุด คือเจ้าสิ่งนี้ มันเป็นนวัตกรรมที่เหมาะที่สุด แล้วอย่างคิดว่าเครื่องไล่ยุงสมัยนี้ว่าไม่จะไม่สวย ดูอย่างเจ้าเครื่องนี้สิค่ะ เป็นรูปกบซึ่งน่ารักมาก เอาไปตั้งที่โต๊ะทำงานก็เก๊ เอาไปตั้งที่บ้านก้เก๊ ทุกคนที่มาที่บ้านหรือโต๊ะทำงานต้องมาหยิบแล้วถามว่ามันคืออะไรแน่นอน เพราะนวัตกรรมตัวนี้เป็นอะไรที่เหมาะกับทุกคน ต้องมีเลยกับเครื่องไล่ยุงตัวนี (อันนี้เหมือนโฆษณามากกว่ารีวิวของนะ ขำ 5555) 

  • คิดว่ายังไง ถ้าต่อไปมีหุ่นยน์อาจารย์มาสอนแทนได้
เราก็จะสบายขึ้นในทางหนึ่ง แต่เราเชื่อว่าหุ่นยนต์มันจะทำได้ไม่เหมือนกับที่เราบอกทุกอย่าง คือเรารู้ว่าคอมพิวเตอร์มันทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องป้อนคือวิธีการคิด บอกระเบียบการคิด ถ้าวันหนึ่งมันเกิดเสียแล้วมันมีทางเลือกอะไรบ้าง แต่เราเชื่อว่าในชีวิตจริงปัญหาที่เราเจอมันมีมากกว่าสิ่งที่ป้อนให้คอมพิวเตอร์ แต่มันก็ช่วยแบ่งเบาภาระเรา แต่มันก็ทำแทนเราทุกอย่างไม่ได้ ยังไงอาจารย์ที่เป็นคนยังจำเป็นอยู่


  • วิชาที่สอนแล้วเป็นตัวของตัวเอง และคิดว่าสนุกที่สุด  แล้วสอนอย่างไร
ที่ผ่านมาจะได้สอนแต่วิชาคำนวณ แต่จริงๆแล้วชอบวิชาเชิงบรรณยายมากกว่า เพราะว่าพึ่งได้สอนเมื่อไม่นาน วิชา Logistics Distribution Strategy คือ วางกลยุทธืการจัดจำหน่าย การกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค เลยรู้สึกว่าวิชาที่สอนบรรยาย มันจะขอบเขตเหนือหามันจะกว้างมาก มันจะต้องอัพเดทตัวเองตลอดเวลาว่า องค์ความรู้เรื่องนี้มันไปถึงไหนแล้ว เราแล้วหยิบยกสถานการณ์ รอบตัวมาเล่าให้เด็กฟัง เลยชอบวิชาบรรยายมากกว่า อย่างวิชาคำนวณมันก็สอนวิธีการประยุกต์ใช้ได้ระดับนึง แต่เรารู้สึกขอบเขตการสอนมันจำกัดกว่ากัน เลยชอบบรรยายมากกว่า ไม่รู้สิเราเป็นคนพูดมากมั้ง (ขำ 555) แต่ก็ไม่รู้ทำไมที่ผ่านมาได้สอนแต่คำนวณก็ไม่รู้นะ ก็เลยรู้สึกสนุก ที่เด็กก็มีส่วนร่วมมก่าขึ้น ทั้งคนสอนและคนเรียน

 

  • อยากบอกอะไรเพิ่มเติมกับนักศึกษา
ชีวิตต้องสู้ เพราะชอบเห็นนักศึกษาบางคน เราก็เข้าใจเขาละ แต่ขีวิตนักศึกษาชีวิตที่ร้ายแรงที่สุด คือ ความเครียดก่อนสอบ เราก็อยากจะบอกว่า มันก็ต้องผ่านไป ก็ต้องสู้พยายาม แต่เราเชื่อว่าความพยายามจะส่งผลต่อเขาเอง ไม่อยากให้เขาวันนี้ไม่รู้เรื่องเททิ้งแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่เอาละ พรุ่งนี้มันจะเป็นยังไงช่างหัวมันละ ถ้าคุณทำวันนี้ดี พรุ่งนี้มันก็จะค่อยๆดีขึ้นไปเรื่อยๆ มันไม่ได้วันนี้ตั้งใจเรียนแล้วพรุ่งนี้ชีวิตดีเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่การตั้งใจในวันนี้มันอาจจะส่งผลให้คุณได้ 5ปี 10ปี ก็ได้ ก็พยายามต่อไป ไม่ใช่การเรียน การใช้ชีวิตก็ด้วย และก็เรื่องการอดทน ไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่เป็นเยอะ หรืออาจจะเป็นแค่หน้าโซเชียล คือความอดทนมีน้อยลง ทั้งความอดทนในเรื่องของจิตใจ เจออะไรนิดนึงก็เริ่มละ ระบายๆลงไป หรือเจออะไรนิดนึงก็อารมณ์เสียง่าย เจอไรหน่อยก็จะท้อแท้ อาจจะเพราะด้วยสังคมสมัยใหม่มันกดดันมั้ง เราก้อยากจะบอกว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ เราอยากให้โลกโซเชียลเป็นที่ระบายของเรา วันนี้ของปีหน้าของเฟสมันจะเริ่มแจ้งเตือนมาละ คุณก็จะเจอว่าปีที่แล้วทำไมเราหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วเรื่องแย่ๆวันนั้นมันจะย้อนมาหาเราในวันนี้ เพราะฉะนั้น เราก็จะไม่บันทึกลง ปกติเราเป็นคนเขียนไดอารี่ทุกวัน แต่วันไหนเจอเรื่องแย่ก็จะไม่เขียนลง ในวันที่แย่ที่สุดมันยังๆมันก็ต้องมีเรื่องที่ดีสักเรื่องนึง ถ้าเราบันทึกเรื่องดีๆลง ปีหน้าเรามาเปิดดูจะได้ดูชีวิตเราแฮปปี้ ทั้งชีวิตจริงแล้วโลกโซเชียลมันก็จะดีขึ้น เราจะไม่ชอบเวลาเห็นเด็กมาระบายแบบนี้ เห็นละจิตตก เพราะเป็นลูกศิษย์เรา แต่ถ้าตัวเราดีมันจะดึงให้สังคม คนรอบข้าง คนดีๆมาอยู่กับเรา แต่ถ้าวันไหนเราจิตตกแล้วแย่ คนรอบข้างก็จะเป็นไปตามนั้น แล้วสุดท้ายคนก็จะท้อแท้ใจเททุกสิ่งทุกอย่าง

 

  • ทิ้งท้าย
อยากรู้ก็ต้องมาลอง  เพราะที่นี้ไม่เหมือนที่อื่น เพราะอาจารย์ก็เรียนป ตรี ที่นึง ป โท ที่นึง เมเจอร์แต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากที่นี้ คือ ความใหม่  ใหม่ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะ แต่ว่าเป็นความใหม่ในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยไปอีกแบบหนึ่งละกัน ที่เรารู้สึกว่าเป็นความใหม่ในทางที่ดี งั้นมาลองกันเถอะ ถ้ามีโอกาสก็มาเจอกัน มาเรียนรู้ไปด้วยกัน