Back

ครูพันธุ์ใหม่ (อาจารย์แตง)

  • แนะนำตัวสั้นๆ เพื่อให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

อาจารย์จิรายุ ตระกูลเขียว (อาจารย์แตง) ตำแหน่งรองคณบดี ฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา ประจำอยู่คณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน (MAT) ผมสอนปริญญาตรีมาตลอด แต่เทอม 2 ปี 2560 ผมสอนปริญญาโทด้วย

ผมจบปริญญาตรี : วท.บ.เทคโนโลยีสารสนเทศ (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และจบปริญญาโท : วท.ม. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร


  • ฉายาที่นักศึกษาเรียก

ถ้านักศึกษาเรียกคงไม่เรียกให้ผมได้ยิน (ขำ 555) ผมก็ไม่รู้ว่านักศึกษาเรียกผมว่าอะไร (ขำ 555)


  • ฉายาอาจารย์เรียก

ถ้าอาจารย์จะเรียกผมว่า ไอลิง เต่า เมาคลี (ขำ 555) เพราะผมชอบทำตัวเหมือนคนป่า (ขำ 555) ถ้าใครสนิทกับผมหรือเวลาไปเที่ยวบ้านผมจะเห็นผมไม่ใส่รองเท้า แล้วก็เวลาที่ผมออกกำลัง ผมวิ่งจะวิ่งเท้าเปล่า อย่างเวลาที่ผมวิ่งรอบสนามฟุตบอลในมหาลัยผมก็จะถอดรองเท้าวิ่ง คนส่วนใหญ่เห็นก็จะมองมีมาถาม เห้ย! อาจารย์ถอดรองเท้าวิ่งเลยเหรอ แต่ผมก็วิ่งอยู่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องวิ่งเท้าเปล่า (ขำ 555) ที่วิ่งเท้าเปล่าเพราะว่า ผมเริ่มสนใจการวิ่งระยะไกลมาสักพักหนึ่ง คือผมมีปัญหาพอใส่รองเท้าวิ่ง รองเท้ายี่ห้อหนึ่งแล้วมันเจ็บพอมีอาการเจ็บผมก็เลยหาข้อมูลมาเรื่อยๆ จนมาเจอทฤษฎีหนึ่ง คือ การวิ่งเท้าเปล่า ท่าที่ถูกต้องที่สุดตามสรีระของมนุษย์ ได้เท้าความไปถึง นักรอบสมัยก่อนหรือย้อนไปสมัยก่อนมนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมรองเท้า แล้วก็มีการวิเคราะห์การวิ่ง การเดิน ด้วยการใช้เท้าเปล่า มันเป็นท่าที่เซฟหัวเข่าที่สุดอยู่แล้ว คือ เวลาเราวิ่งเท้าเปล่าร่างกายมันจะเตือนว่า เห้ย! เราวิ่งเท้าเปล่าอยู่นะ มันจะมีการแจ้งเตือนอัตโนมัติของร่างกายว่าเราต้องถนอมฝ่าเท้า ต้องมีการลงน้ำหนักให้เบาที่สุด มีความระวังคือร่างกายมันจัดให้เอง ถ้าวิ่งใส่รองเท้ากับการวิ่งเท้าเปล่ามันคนละท่ากันเลย ผมเลยลองวิ่งเท้าเปล่าดู เออ อาการเจ็บมันหาย แถมผมวิ่งได้ไกลขึ้น เร็วขึ้น ไม่เหนื่อยไว ผมเป็นคนแรกๆที่วิ่งเท้าเปล่าในมหาลัย ผมก็เลยแนะนำคนที่วิ่งด้วยกัน ทีแรกเขาก็กลัว จนผมก็คะยั้นคะยอ จนตอนนี้ที่มหาลัยมีวิ่งเท้าเปล่าอยู่ 3-4 คน ผมว่าทฤษฎีนี้มันน่าจะใช่ เพราะผมลองแล้วมันโอเค ก็เลยเป็นที่มาของทาซาน ลิง (ขำ 555) 


   



  • เวลาว่าง / งานอดิเรก อาจารย์ชอบทำอะไรบ้าง

ผมเป็นคนที่มีงานอดิเรกหลายอย่าง เนื่องด้วยที่ผมเป็นเด็กซน  ผมเป็นเด็กที่อยากรู้ อยากทำไปหมดเลย พอโต งานอดิเรกถูกเปลี่ยนไปตามความสนใจของผมเอง งานอดิเรกในช่วงนี้ คือ บอกได้เลย ผมชอบวิ่ง แข่งมาราธอน ไปวิ่งที่ต่างประเทศก็เคย ทุกสัปดาห์จะต้องไปวิ่งตลอดถ้ามีเวลาว่าง และก็อันนี้เป็นอับดับแรกในช่วงชีวิตผม




อันดับสองผมชอบงานศิลปะของตัวเองคือ ไม่ได้ไปซื้อหรือผลงานของท่านใดมา แต่ผมทำเองชื่นชมเอง เก็บเอง (ขำ 555) ถ้าเพื่อนๆไปบ้านผมจะมีงานศิลปะที่ปริ้นซ์ใส่กรอบไว้ วางเกะกะไว้ที่บ้านนี้แหละ เวลาเพื่อนมาก็ชอบมาขโมยไปคนละชิ้น สองชิ้น (ขำ 555)


  • ผลงานศิลปะของอาจารย์เป็นยังไง

ผมชอบวาดภาพทั้งในคอมพิวเตอร์ ด้วยมือ ทั้งปากกา ดินสอ ถ้าเวลาผมไปเที่ยว ผมตั้งใจไว้ว่าผมไปเที่ยวหนึ่งที่ผมจะวาดรูป landscape ของสถานที่ที่นั้น หรือมุมที่ผมประทับใจที่สุด หนึ่งภาพแล้วก็ส่งเป็นโปสการ์ดกลับมาให้ตัวเอง (ขำ 555) ผมเคยไปเที่ยวเชียงคาน ผมจำที่พักไม่ได้แต่ระเบียงฝั่งตรงข้ามมันคือร้านขาย Gift shop ขายโปสการ์ด ชื่อร้านสองผัวเมีย แล้วผมก็นั่งอยู่ตรงระเบียงที่พักของผมแล้วก็วาดโปสการ์ดเป็นภาพร้านนั้น แล้วผมก็ส่งมาเป็นของฝากให้กับตัวเอง (ขำ 555) ให้เขาตามเรากลับบ้าน









อันดับสาม ผมชอบดูภาพยนต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูแล้วผมก็จะดูอีก กี่ครั้งก็ตาม วันนึงผมจะต้องดู เวลาผมทำงานอยู่ที่บ้านหรือทำอะไรอยู่ก็ตาม ผมจะขาดภาพยนต์ไม่ได้ แล้วหนังที่ผมดูแล้วประดับใจ ผมก็จะวาดภาพตัวละครเหล่านั้น ผ่านเรื่องราวของหนังเรื่องนั้นๆออกมา ก็มีเยอะเหมือนกันที่ผมวาด ที่ผมอ้างอิงออกมา ภาพยนต์ที่ผมชอบมากที่สุด มันน่าจะเป็นภาพยนต์ที่ทำให้ผมรักในการดูหนัง มี 2 เรื่อง คือ Gladiator ก็เป็นหนังรางวัลออสก้า และอีกเรื่อง Braveheart สองเรื่องนี้มันมีเนื้อเรื่องที่มันคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันในเรื่องของการสู้รบ ทำให้ผมรู้สึกเปิดประสาทในการรับรู้ว่าการดูหนังมันดูได้มากกว่าที่ตาเห็น หลังจากนั้นผมก็ชอบดูหนังมาตลอด (ขำ 555)

 


 

 

  • อาจารย์มีของสะสมมั้ย / คืออะไร

ของสะสมก็อย่างที่พูดไป แต่ก็มีอีกอย่างของงานอดิเรก คือ ผมสะสมเหรียญที่ได้จากการวิ่ง เพราะว่าแต่ละเหรียญมันจะมีเรื่องราวไม่เหมือนกัน ผมก็เคยไปวิ่งกับอาจารย์บ่าว แล้วก็สะสมมาเรื่อยๆ และอีกอย่างผมเป็นคนชอบเลี้ยงแมว ที่บ้านผมเลี้ยงแมว 4 ตัว ก็จะมองแมวเป็นของสะสม (ขำ 555) ก็ไม่ใช่เนอะ (ขำ 555) แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตบอกไม่ถูกเหมือนกัน