Back

ครูพันธุ์ใหม่ (อาจารย์ตั้ม)

  • แนะนำตัวสั้นๆ เพื่อให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

สวัสดีครับผม น.สพ.ดร.ธีรพล ชินกันสดาร (อาจารย์ตั้ม) ตำแหน่งหัวหน้าสาขาวิชาคลินิค เป็นอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ สาขาวิชาคลินิคครับ

ปริญญาตรี : คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาลัยมหิดล

ปริญญาเอก : PhD. University of Queensland, Australia

 

  • เวลาว่าง / งานอดิเรก อาจารย์ชอบทำอะไรบ้าง

ขี่มอเตอร์ไซค์ใหญ่ (BigBike) รุ่น KTM super duke 990 ปี 2005 ผมขี่ตั้งแต่สมัยอยู่ออสเตรเลีย ขี่ไปเหนือจดใต้ จนมาอยู่ไทยก็ไม่ค่อยได้ขี่เท่าไหร่ ล่าสุดปีที่แล้วผมขี่ไปเชียงราย 2 วัน ซ่อม 1 ปี โช๊คแตกหาอะไหล่ไม่ได้ นี้คือสิ่งที่สนุกของ KTM (ขำ 555) และตอนนี้ผมเปลี่ยนมาขับเรือเร็ว Speed boat ส่วนใหญ่จะขับที่แม่น้ำไม่ก็เขื่อน ผมชอบอะไรที่เป็นเครื่องยนต์ แล้วผมก็ซ่อม Bigbike เอง ที่ผมซ่อมเป็นเพราะตอนสมัยเรียนอยู่ออสเตรเลีย เมื่อผมมีเวลาว่างเลยลองซ่อมเอง เปิดหาวิธีการซ่อมจากอินเทอร์เน็ตนี้แหละฝึกไปเรื่อยๆก็เลยซ่อมได้ ส่วนซ่อมเรือผมกำลังศึกษาวิธีการซ่อมอยู่ครับ



 

  • อาจารย์มีของสะสมมั้ย / คืออะไร

ไม่เชิงสะสม แต่เป็นสิ่งที่ผมตามหา เป็นของดั่งเดิมตามสายงานที่เราทำคือทันตกรรมของม้า ผมเก็บอุปกรณ์ที่เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ของม้า อย่างหนังสือเล่มแรกที่เกี่ยวกับทันตกรรมม้า เขียนประมาณ ค..1800 กว่า เล่มนี้เกือบ 200 ปีแล้ว ผมก็ไปตามหามาจนได้ เล่มนี้ก็ยังใช้สอนนักศึกษาด้วย และอุปกรณ์ดั่งเดิมที่ประเทศไทยเคยใช้ตั้งแต่กรมการสัตว์ทหารบกจัดตั้ง อย่างที่ผมเก็บก็ไม่ได้เอามาใช้นะ แต่เอามาเพื่อเป็นประวัติว่าสายงานที่เราทำมันเกิดขึ้นมาจากตรงนี้

 

  • สมัยอาจาย์เป็นนักศึกษาเคยมาสายไหม

ตอนอยู่มหิดล เพื่อนผมจะคอยโทรตามตลอด ถ้าผมไม่รับก็จะไปลากผมถึงหอ (ขำ 555) แล้วก็มาตรงเวลา สุดท้ายก็หลับในห้องเรียน (ขำ 555) ตอนนั้นผมนอนดึก ตื่นสาย มาหลับในห้องเรียน แล้วนั่งหน้าห้องหลับหน้าห้องประจำด้วย (ไม่ดีอย่าเลียนแบบนะครับ ขำ 555)  แต่ผมก็ไม่เคยสอบตก สมัยผมเรียนมหิดลไม่ค่อยมีกิจกรรมสันทนาการ ส่วนใหญ่นักศึกษาจะเป็นเด็กเรียนซะส่วนใหญ่ ผมก็ไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมสักเท่าไหร่ มันก็เลยทำให้เราแบ่งเวลาไปอ่านหนังสือสอบเยอะ ผมจะเตรียมตัวสอบประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไม่ไหวเป็นอัจCริยะข้ามคืนครับ (ขำ 555)

 

  • อาจารย์ทำยังไงกับเด็กมาสาย

มันก็เป็นเรื่องปกติของนักศึกษา แต่ทุกครั้งที่เด็กมาสาย ผมก็จะพูดกับเด็ก ตอนนี้เราสอนพวกคุณให้เป็นหมอ ถ้าชีวิตของพวกคุณยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้พิจารณาดูเองก็แล้วกันว่า คุณจะรับผิดชอบของสัตว์ได้หรือเปล่าพูดให้เขาได้คิด ถ้าเขารับผิดชอบตรงนี้ไม่ได้ เขาก็ควรพิจารณาตัวเองได้ว่า เขาไม่ควรที่จะเป็นหมอ ผมก็เลยไม่ได้จะจู้จี้ในส่วนนี้ คะแนนมาเรียนก็มี แต่ก็เน้นคะแนนปฎิบัติมากกว่า

 

  • แล้วอาจารย์เคยมาสายมั้ย

ไม่เคยครับ จะมาตรงเวลากับก่อนเวลา

 

  • สมัยเรียนอาจารย์เป็นเด็กนักเรียนแบบไหน

ผมนะเป็นตัวท็อปของรุ่นเลย (ขำ 555) สุดยอดทุกอย่าง มีเกเรบ้างแต่ผมก็เข้าเรียน ตอนนั้นผมก็ใช้ชีวิตสุดๆเหมือนกัน ส่วนใหญ่เพื่อนผมจะเป็นเด็กที่เรียนอินเตอร์แต่เป็นคนไทย ตอนผมไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ผมก็เป็นคนเลือกที่ฝึกงานเองติดต่อเองทุกอย่าง แต่ตอนนั้นเราก็ต้องสอบเพื่อที่จะได้ไปฝึกงาน เพราะเราเกรดไม่ค่อยดี อันนี้เป็นเรื่องสมัยเรียนปริญญาตรี แต่ถ้าเป็นสมัยที่เรียนอยู่ออสเตรเลีย ปริญญาเอก เพื่อนส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มที่ทำงานแล้ว ซึ่งตอนไปเรียนผมเป็นคนเดียวที่เป็นคนไทยอยู่ในกลุ่ม ก็มีคุยเรื่องเรียนบ้าง มีปรับทุกข์กันปกติทั่วไป

 

  • ถ้าตอนนี้ยังเป็นเด็กอยู่ อาจารย์คิดว่าตัวเองกำลังทำอะไร

ถ้าตอนเรียนปริญญาตรีช่วงเวลาเที่ยงๆบ่ายๆ ผมก็คงพักทานข้าว เพราะคณะผมมันอยู่ในๆ ก็เลยไม่ค่อยได้ออกไปไหน พอทานเสร็จก็ขึ้นห้องเรียนต่อ

 

  • ถ้าไม่ได้มาเป็นอาจารย์ อยากเป็นอะไร

อาจจะเป็นไปได้ 2 ทาง 1. อาจจะไปเป็นหมอที่ต่างประเทศ 2. เปิดโรงพยาบาลสัตว์อยู่เมืองไทย เป็นโรงพยาบาลที่รักษาครบทุกสัตว์ อย่างที่โรงพยาบาลสัตว์ที่มหานครก็มีบางเคสที่ผมไปช่วย และก็เป็นเคสที่สามารถนำไปสอนนักศึกษาได้ด้วย แต่บางครั้งมันก็เฉพาะทางมากๆ นักศึกษาก็เหนื่อยหน่อยที่จะเข้าใจ (ขำ 555)

 

  • แนวการแต่งตัวของอาจารย์ถ้าไม่ได้มาสอน

ถ้า Lifestyle ส่วนตัวผมชอบใส่กางเกงกีฬามาก รองเท้าผ้าใบ มันสบายที่สุดละ (ขำ 555) อย่างเวลาขี่มอเตอร์ไซน์ (BigBike) เมื่อไหร่จะต้องใส่ชุดเต็มเท่านั้น คำว่าชุดเต็มไม่ใช่กางเกงยีนส์ แต่ต้องเป็นกางเกงสำหรับขี่มอเตอร์ไซน์เฉพาะ เสื้อก็ด้วย อย่างเสื้อหนังขี่ที่ไทยใส่ได้แค่สองวันในปีหนึ่ง ซึ่งมันก็ผ่านมาแล้วช่วงที่หนาวที่สุด (ขำ 555)

 



  • การแต่งตัวของอาจารย์เวลามาสอน

ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงสแลค เพราะว่าเวลาสอนกับสัตว์ใหญ่ มันพังมาหลายตัวแล้วครับ (ขำ 555) ส่วนใหญ่ผมจะใส่เสื้อโปโลหรือเสื้อเชิ้ต แต่ไม่ใช่เสื้อเชิ้ตทำงาน จะเป็นเสื้อเชิ้ตที่ใส่กึ่งๆซาฟารีสีจะเข้มๆ ส่วนใหญ่อาจารย์ น้องๆหมอนักศึกษา จะเน้นเรื่องของรองเท้า เพราะเราทำงานกับสัตว์ใหญ่อย่างม้า ผมเคยนิ้วหักจากการทำงานมาแล้ว เพราะว่าการที่เราใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมกับการทำงาน อย่างผ้าใบก็ใส่ไม่ได้ เพราะรองเท้ามันนุ่มเกินไป ตอนนั้นผมใส่ผ้าใบนี้แหละนิ้วหักเลย เลยอยากบอกนักศึกษาว่าควรใส่รองเท้าให้ถูกต้องคือรองเท้าหัวเหล็กหุ้มข้อ ใส่กางเกงขาสั้นหรือยาวก็ได้ผมไม่ว่า ส่วนตัวผมชอบใส่กางเกงขาสั้นแบบซาฟารีมันจะมีความสุขมาก (ขำ 555)

 

  • มีไอเท็มอะไรที่ขาดไม่ได้เลย ขาดแล้วรู้สึกไม่มั่นใจ

นาฬิกาข้อมือครับ ผมเป็นคนใส่ใจกับเรื่องเวลามาก ว่าเราจะต้องไปที่ไหน เมื่อไหร่ แต่ไม่ใช่นาฬิกาแพงๆนะครับ นาฬิกาแบบไหนก็ได้ที่สามารถมีเวลาให้ดู

 

  • แนะนำร้านอาหารที่ชอบไปกิน แถวๆนี้หน่อย

โรตีชาชัก อยู่คู้ขวาครับ ขายประมาณสองสามทุ่ม พวกชานม ชาดำ ถ้าผมสั่งจะไม่หวาน เพราะเป็นคนไม่กินหวานครับ

 

  • ถ้าอาจารย์ให้ทุนอะไรก็ได้ในโลกนี้กับเด็ก 1 ทุน จะให้ทุนอะไร

ทุนการศึกษาครับ ความรู้มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก เด็กอยากเรียนอะไรก็เรียนไป แต่ต้องเรียนให้จบ ถ้าเรียนไม่จบก็มีเงื่อนไขว่าคุณต้องคืนทุนทั้งหมด คนที่จะรับทุนจะต้องพร้อมที่จะทุ่มเทในการเรียน ผมจะให้ทุนกับเด็กที่อยากเรียนจริงๆ ซึ่งตอนนี้ผมก็คุยกับเพื่อนที่ต่างประเทศอยู่ว่าจะให้ทุนกับเด็ก คือให้ทุนทุกอย่างไปฝึกงานที่ออสเตรเลียครับ แต่ทุนก็ค่อนข้างเข้ายากหน่อย เพราะมันเรียนเฉพาะทางครับ

 

  • อาจารย์ช่วยรีวิวสิ่งที่นี้หน่อย ( เป็นภาพ คน หรือ สิ่งของ )

ผมเคยทำรีวิวขี่มอเตอร์ไซค์ (BigBike) เที่ยว เขียนใน pantip ประมาณ 2-3 ครั้งได้ แล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ เพราะเราเป็นคนไปเที่ยวแล้วไม่ค่อยถ่ายรูป ผมเป็นคนที่ใส่ใจสิ่งที่อยู่บนถนนมากกว่า ผมก็ไม่ใช่คนที่จะขี่ไปถ่ายรูปไป เพราะสนใจหรือจะลุยบนถนนมากกว่า ก็จะมีรีวิวถนนเส้นนี้โค้งตรงนี้เป็นยังไง ควรเข้าโค้งแบบไหน อันนี้เป็นรีวิวเป็นเมื่อก่อนที่ผมเคยทำ ปัจจุบันคิดไม่ออกว่าจะรีวิวอะไรครับ (ขำ 555) อาจจะรีวิวอุปกรณ์ทำฟันม้า แต่บริษัทอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะผมเป็นคนรีวิวตรงๆ บางอันถ้าไม่ดีผมก็บอกไม่ดี อันไหนใช้ดีผมก็บอกต่อ (ขำ 555)

 

  • คิดว่ายังไง ถ้าต่อไปมีหุ่นยน์อาจารย์มาสอนแทนได้

ปัจจุบันก็มีสอนแทนอาจารย์แล้วนะ ก็การเรียนรู้ด้วยตัวเองไง ที่เราหาอ่านความรู้ได้ทุกอย่างจากอินเทอร์เน็ต อย่างที่ผมซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ผมก็อ่านเองจากอินเทอร์เน็ต อ่านตามรีวิว มันก็กึ่ง AI หรือหุ่นยนต์แต่มันก็ขาดอย่างหนึ่งคือประสบการณ์ที่ถ่ายทอดบุคคลต่อบุคคล ปัจจุบันก็มี AI หรือหุ่นยนต์ที่ช่วยในสื่อการเรียนการสอน อย่างถ้าสอนในวิชาม้า หุ่นยนต์มันก็สามารถบอกได้หมดแหละว่าต้องระวังม้ามีอาการโน้นนี้ แต่ถ้านักศึกษาจะไปเรียนปฎิบัติกับม้า แล้วม้าไม่ยอมให้ตรวจ หุ่นยนต์มันพูดได้ สอนได้ ว่าจะทำยังไง แต่ถ้าให้หุ่นยนต์ไปสอนสาธิตให้นักศึกษาดูว่าปฏิบัติกับม้ายังไง หุ่นยนต์ก็ทำไม่ได้

 

  • วิชาที่สอนแล้วเป็นตัวของตัวเอง และคิดว่าสนุกที่สุด  แล้วสอนอย่างไร

วิชาคลินิคม้าครับ หัวข้อทันตกรรม เพราะมันเป็นงานที่เราทำมาตลอดต่อเนื่องอยู่แล้ว เทคนิคการสอนของผม จะสอนจากประสบการณ์ แต่ผมจะเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องความปลอดภัย เพราะว่ามีประสบการณ์มาแล้ว สิ่งที่อันตรายที่สุดที่เรียนและทำงานกับม้า ไม่ใช่โรคที่ม้าเป็นแล้วมันจะติดมาสู่คน แต่เป็นตัวม้าเอง ม้ามันสามารถฆ่าคนได้ภายใน 2 วินาที ถ้าม้าตกใจมันอาจจะดีดเราเลย เพราะม้าที่เราทำงานด้วยไม่ได้ตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งหนัก 500-700 กิโลกรัม ซึ่งมันหนักสิบเท่าของน้ำหนักตัวเรา ถ้าม้าไม่ฟังเราก็ทำงานไม่ได้ นั่นคือความปลอดภัยที่จะต้องสอนนักศึกษาให้ระวังตัว แต่ปัจจุบันที่ผมสอนนักศึกษาไม่ค่อยสนใจ เพราะเด็กยังไม่เคยโดนกับตัว ถ้าเราไปจี้มากๆเด็กก็จะไม่ชอบใจ แต่เราก็จะจี้เด็กต่อไป แต่ถ้าเด็กทำผิดผมจะดุเลย เพราะมันอาจจะทำให้เด็กมีอันตรายต่อชีวิตได้ แต่ผมก็คิดว่าจะปรับปรุงวิธีการสอนของผม พูดให้ซอร์ฟลง แต่ไม่รู้เด็กจะฟังรึเปล่านะ (ขำ 555)



 

  • อยากบอกอะไรเพิ่มเติมกับนักศึกษา

เด็กที่จะเข้ามาเรียนคณะสัตวแพทยศาสตร์ รักสัตว์อย่างเดียวเรียนไม่ได้นะ โดยส่วนตัวผมไม่ได้รักสัตว์ เมตตาสัตว์มากมาย แต่ว่าเรามีความเห็นอกเห็นใจต่อสัตว์ เมตตารักษาให้ เราก็ต้องมองโลกพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยว่าเรารักษาชีวิตสัตว์ได้ไหม จากประสบการณ์ที่เรารักษาสัตว์แล้วเราไม่สามารถช่วยชีวิตเขาได้ เราก็ต้องบอกเจ้าของไปตรงๆ มันเกินจุดเยียวยา แต่เราก็จะทำให้ดีที่สุด จากตรงนี้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่อาจจะมองโลกสวยคิดว่าเราเป็นหมอจะต้องรักษาได้ทุกอย่าง จริงๆแล้วมันไม่ใช่ สายงานของสัตวแพทย์จริงๆแล้วมันทำงานด้วยความเห็นอกเห็นใจมากกว่าที่ทำงานด้วยตัวเงิน  

 

  • ทิ้งท้าย

นักศึกษาที่จบไปของคณะสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโลโลยีมหานคร สายงานด้านม้าจบไม่ต่ำกว่า 80% ของประเทศไทย บ่งบอกเลยได้ว่านักศึกษาหรือหมอที่จบไป ถ้าสนใจทำงานด้านม้า โอกาสที่จะได้งาน 80% เพราะหลักสูตรการสอนของคลินิคจะเน้นการปฎิบัติ แล้วเราก็ส่งนักศึกษาไปฝึกงานข้างนอก จนถึงต่างประเทศ หรือฝึกงานตามที่เขาอยากทำ นี้คือจุดแข็งของคณะสัตวแพทยศาสตร์สายงานด้านม้า